• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวสิ่งแวดล้อม

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  18 มกราคม 2568

ที่มา : Tnnthailand (https://www.tnnthailand.com/news/social/186451/)

          “กรมลดโลกร้อน ชี้ 10 ภัยจากโลกเดือดในปี 2025 ที่ต้องรับมือ ทั้งมลพิษพลาสติก ภัยพิบัติรุนแรงจากสภาพอากาศสุดขั้ว และความเสี่ยงสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ”

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อมูลปี 2025 นับเป็นปีที่มีความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความพยายามระดับโลก ในการรักษาสมดุลของธรรมชาติและลดผลกระทบจากกิจกรรมมนุษย์จึงกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอุณหภูมิโลกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย การลดมลพิษจากพลาสติก การเพิ่มการลงทุนในเศรษฐกิจสะอาด การอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึงการรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ความมั่นคงทางอาหาร และการย้ายถิ่นฐานที่เกิดจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ และ 10 ภัยจากโลกเดือด ที่ไม่ควรมองข้าม ในปี 2025

1.รักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C เป้าหมาย “Keep 1.5 Alive” ยังคงสำคัญ โดย COP30 ที่เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล จะเน้นการบรรเทาผลกระทบ และมีความทะเยอทะยานในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นเกาะ

2.การลดมลพิษจากพลาสติก

3.การจัดหาเงินทุนเศรษฐกิจสะอาด 

4.ปกป้องธรรมชาติ

5.เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว

6.การขาดแคลนน้ำ

7.ความมั่นคงทางอาหาร

8.มหาสมุทรเป็นกรด

9.การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

10.การย้ายถิ่นฐานจากสภาพภูมิอากาศ


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  17 มกราคม 2568

ที่มา https://www.prachachat.net/sd-plus/sdplus-sustainability/news-1733706

ผลสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคชี้ชัดว่า โลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ยิ่งกลุ่มธุรกิจยิ่งหันมาใส่ใจในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะมิติของ “คาร์บอนฟุตพรินต์” ที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อโลกอันเป็นต้นตอสำคัญของภาวะโลกรวนที่มนุษย์กำลังประสบอยู่ในแต่ละวัน

ทุกภาคส่วนเลยตื่นตัว ยิ่งภาคธุรกิจยิ่งตระหนักและใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หมายมั่นจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญและช่วยให้ธุรกิจยั่งยืนได้

ปัจจัยที่ธุรกิจต้องให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความยั่งยืนในธุรกิจมากขึ้น เมื่อความยั่งยืนของโลกคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนไป

การจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้องค์กรรู้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริง และจัดการก๊าซเรือนกระจกได้ถูกต้องตรงจุด อันจะส่งผลระยะยาวกับความยั่งยืนของโลกและธุรกิจ


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  16 มกราคม 2568

ที่มา: https://www.tnnthailand.com/news/social/186372/

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เรื่องเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่มหานคร Los Angeles สหรัฐอเมริกา ซึ่งโอกาสเกิดที่ประเทศไทยมีไม่น้อย โดยระบุว่า โลกจะเกิดปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่เปียกชื้นสุดขั้วไปสู่อากาศที่แห้งแล้งมากเรียกว่า Weather Whiplash โดยเกิดขึ้นเพิ่มจาก 31% เป็น 66% ในปี 2025 เป็นผลทำให้เกิดลมพัดแรงสุดขั้วและเกิดไฟป่าอย่างรุนแรง

การเกิดไฟป่าอย่างรุนแรงในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2025 โดยสาเหตุเกิดจากการ Weather Whiplash โดยในปี 2022 เกิดภาวะภัยแล้งตลอดทั้งปี ต้นไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ แห้งตายเป็นจำนวนมาก แต่ในปี 2023 เกิดฝนตกอย่างหนักเกือบทั้งปี ทำให้พืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ในเขตป่าไม้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 ถึงมกราคม 2025 กลับเกิดสภาพอากาศแห้งแล้งแบบสุดขั้ว ทำให้พืชพันธุ์ต่าง ๆ ที่เจริญเติบโตกับแห้งเฉาตายจำนวนมาก เมื่อเกิดไฟไหม้ป่าทำจึงให้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ เกิดไฟไหม้ลุกลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพของอากาศแบบสุดขั้วดังกล่าว ทำให้เกิดความผิดปกติของลมที่พัดจากทะเลทรายไปสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของ Los Angeles เรียกว่า “ลมซานตาอนา” (Santa Ana) ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นโดยมีความเร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกิดในช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศแห้งแล้งจัด พัดพาไฟ เข้าไปยังในเขตเมือง ทำให้เกิดไฟไหม้บ้านเมืองมากกว่า 60,000 แห่ง

ปรากฎการณ์ Weather Whiplash มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้มากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้านโลกร้อนได้คาดการณ์ว่า มีโอกาสเกิดได้ในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียกลาง ดังนั้นประเทศไทยอาจจะมีไฟป่า เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และมีลมแรงมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว หากปีไหนมีฝนตกมาก และสวิงไปสู่อากาศที่แห้งแล้งอย่างรวดเร็ว


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  15 มกราคม 2568

ที่มา : Workpointtoday (https://workpointtoday.com/scgc-749884-2/)

ปัจจุบันเราต่างก็พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาโลกร้อน หนึ่งในความพยายามคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ใส่ใจเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ผ่านการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ Nielsen เผยว่า 64% ของคนไทย สนใจเลือกสินค้ารักษ์โลก และกว่า 52% พร้อมจ่ายเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมกรีนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้ามากขึ้นด้วย พฤติกรรมเหล่านี้ คือความพยายามที่พวกเรากำลังช่วยกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นหนทางสู่เป้าหมาย Net Zero ที่เป้าหมายของโลก !

           ปรับสู่วิถีชีวิตคาร์บอนต่ำ ทำได้จริง ทำได้เลย

           ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำวัสดุเหลือใช้กลับมาหมุนเวียน ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้มหาศาล

           สนับสนุน “ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกภายใต้แบรนด์ NETS UP” จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม SCGC, The Youth Fund และเครือข่าย ที่นำอวนประมงเก่าที่ไม่ใช้งานไปรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง และนำกลับมาผลิตตามความต้องการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตผ้าสำหรับเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปี 2566 เก็บรวบรวมอวนได้ 1 ตัน ซึ่งเทียบเท่าการผลิตเสื้อยืด 3,300 ตัว และลดการใช้ทรัพยากรใหม่ได้ 20,812.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์

           เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Fest Redi Pak” ถาดอาหารแช่เย็นพร้อมทาน นวัตกรรมที่ช่วยรักษาความสดและรสชาติของอาหาร นวัตกรรมใหม่จาก SCGP และ REO’s Deli ผลิตจากเยื่อยูคาลิปตัส 90% และอีก 10% ของวัสดุเป็นพลาสติกฟิล์มที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ บรรจุภัณฑ์นี้ยังออกแบบให้สะดวกในการใช้งานไม่ร้อนมือ และทนต่ออาหารร้อนสูงสุด 100 องศาเซลเซียส ประหยัดพลังงานด้วยการลดเวลาการอุ่นอาหารลง 25% และประหยัดเวลาการอุ่นไมโครเวฟได้ 40 วินาทีต่อกล่อง ซึ่งได้รับการันตีด้วยรางวัล “Taste Innovation Show Finalists” จากงาน THAIFEX – Anuga Asia 2024 ซึ่งเป็นการยอมรับในระดับเอเชีย


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  14 มกราคม 2568

ที่มา https://www.thansettakij.com/climatecenter/sustainability/616654

“กรมชลฯ” เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ หนุนเยาวชนปลูกป่า สร้างแหล่งน้ำ เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพิ่มความสมบูรณ์ให้สิ่งแวดล้อม ปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เผยมีการปลูกป่าทดแทนมากกว่า 20,000 ไร่

นายวิเชียร เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศโดยรอบอ่างเก็บน้ำและช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้คืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่สิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมให้นักเรียนและประชาชนในพื้นที่เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมปลูกป่า สร้างแหล่งน้ำ สมดุลระบบนิเวศ โดยให้นักเรียนโรงเรียนบ้านชงโคสันติสุขวิทยาคาร ผู้ปกครอง อาจารย์ และตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ปลูกต้นไม้บริเวณอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี


NBT CONNET  13 มกราคม 2568

มวลอากาศเย็นกำลังแรง ยังแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ลมหนาวยังคงพัดแรง อุณหภูมิยังลดลงได้ต่อเนื่อง วันนี้ภาคเหนือ ลดลง มากที่สุด1-2องศาเซลเซียส ภาคอื่นๆลดลงเล็กน้อย ทำให้มีอากาศหนาวหลายพื้นที่ ยอดภู ยอดดอย อากาศหนาวจัด ส่วนภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นบ้างและตกหนักบางแห่งบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ปัตตานี ยะลา นราธิวาสคลื่นลมแรงขึ้น ฝั่งอ่าวไทยฝมีคลื่นสูงประมาณ 2-4 เมตรทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งฝอ่าวไทยให้ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือทั้ง2ฝั่ง ควรงดออกจากฝั่ง


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  12 มกราคม 2568

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ (https://www.thansettakij.com/climatecenter/616385)

ประเทศไทยได้จัดทำ รายงานความโปร่งใสรายสองปีฉบับแรก หรือ Thailand’s First Biennial Transparency Report (BTR1) ซึ่งเป็นความพยายามสำคัญในการดำเนินการตามพันธสัญญาภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) รายงานนี้จัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรายงานข้อมูลด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสะท้อนถึงความพยายามในการบรรลุเป้าหมายที่ทั้งประเทศและประชาคมโลกตั้งไว้

หนึ่งในหัวข้อสำคัญของ BTR1..คือบทที่ 4 ที่มุ่งเน้นเรื่อง ผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Information on Climate Change Impacts and Adaptation) ซึ่งเป็นการสรุปถึงความท้าทายที่ประเทศไทยเผชิญ รวมถึงแนวทางในการปรับตัวทั้งในระดับนโยบายและการดำเนินงานเชิงพื้นที่

ประเทศไทยเผชิญหน้ากับผลกระทบที่หลากหลาย ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ ประเทศได้กำหนดเป้าหมายระดับชาติ เช่น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายเหล่านี้รวมอยู่ใน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS)

         เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) เป้าหมายการปรับตัวระดับโลกถือเป็นรากฐานสำคัญของการวางแผนด้านภูมิอากาศในประเทศไทย ซึ่งมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่

เสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ สามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มความภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและเสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรลดความเปราะบางผ่านการดำเนินงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  11 มกราคม 2568

ที่มา https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9680000001942

ป่าโกงกาง หรือ ป่าชายเลน ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเล ดังเช่นตามแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ของประเทศไทย ป่าโกงกาง คือ ด่านป้องกันที่สำคัญในการช่วยป้องกันคลื่นให้กับชุมชนที่อยู่อาศัยตามริมชายฝั่งอีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารสำหรับชุมชนนับพันและเป็นพื้นที่เพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศวิทยาทางทะเลที่มีความซับซ้อน ที่ปัจจุบันจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามมากมายจากมนุษย์และได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศบนโลก

นับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ป่าโกงกางทำหน้าที่เป็นปราการทางธรรมชาติ ปกป้องการพังทลายของชายฝั่งจากคลื่นลมอีกทั้งยังให้ร่มเงาและที่อยู่อาศัยแก่สัตว์ทะเลต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมประมงที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียป่าโกงกางไปแล้วกว่า 60% จากการตัดไม้ทำลายป่าและการขยายพื้นที่เมือง ยิ่งสูญเสียป่าโกงกางมากขึ้นเท่าไรก็ย่อมส่งผลกระทบกับระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทำให้การอนุรักษ์เป็นเรื่องสำคัญอย่างเร่งด่วน

ความร่วมมือของ MGI ในการอนุรักษ์ป่าโกงกางได้สร้างกระแสความตื่นตัวในวงกว้าง เพราะโครงการวิจัยนี้ ไม่เพียงแสดงถึงความละเอียดทางพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ไม้ในป่าโกงกาง แต่ยังสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ในวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความรู้ทางพันธุกรรมจากโครงการนี้ ยังนำไปสู่การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อปกป้องและฟื้นฟูป่าโกงกาง เพื่อให้ระบบนิเวศนี้ยังคงให้ประโยชน์แก่ชุมชนชายฝั่งและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป


© 2025 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.