• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวสิ่งแวดล้อม

NBT CONNEXT  10 มกราคม 2568

วันที่ 10 มกราคม 2568 จากการแจ้งเตือน โดยศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ว่าช่วงวันที่ 6-10 มกราคม 2568 ค่า PM2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ประกอบกับในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้งของทุกปี จะเกิดสถานการณ์ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงยังพบจุดความร้อนในพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกรรม สภาพอากาศทางอุตุนิยมวิทยาและสภาพภูมิประเทศในบางพื้นที่มีสภาพเอื้อต่อการเกิดสถานการณ์ จึงทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองในบรรยากาศ ส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

          จังหวัดนครปฐม โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครปฐม ได้มีข้อสั่งการให้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอ เทศบาล ตำบล และหน่วยงาน ปฏิบัติตามดังนี้

เฝ้าระวัง และติดตามข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2g)และคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (Pm2.5) มีค่าเกินมาตรฐาน ให้แจ้งเตือนประชาชนในทุกช่องทางทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ อาทิ สื่อสังคมออนไลน์ หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน วิทยุโทรทัศน์ชุมชนแอปพลิเคชันของหน่วยงานราชการ ฯลฯ ให้ทราบสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ และคำแนะนำวิธีการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง

การดูแลสุขภาพประชาชน มอบหมายให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังสถานการณ์และสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง พร้อมทั้งจัดเตรียมบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้พร้อมรองรับสถานการณ์ อาทิ คลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น

การลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากแหล่งกำเนิด มอบหมายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสานหน่วยงานในพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดการเกิดมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะการเผาในที่โล่งการคมนาคม กระบวนการทางอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง

          ขณะเดียวกัน หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ ได้ดำเนินการนำรถบรรทุกน้ำสำหรับใช้ในการฉีดพ่นละอองน้ำฉีดทำความสะอาดพื้นถนนและฉีดละอองขึ้นในชั้นบรรยากาศ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับ


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  9 มกราคม 2568

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/environment/1160273)

การศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและธนาคารกลางยุโรป ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Communications, Earth and the Environment พบว่าราคาอาหารและอัตราเงินเฟ้อโดยรวมเพิ่มขึ้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยนักวิจัยคำนวณได้ว่า ภายในเวลาประมาณ 10 ปี ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 1.5-1.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยจะสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอยู่แล้ว เช่น ตะวันออกกลางหมายความว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 0.8-0.9% ภายในปี 2035 เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เลวร้ายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และภายในปี 2060 สภาพอากาศจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยราคาอาหารทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.2-4.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นั่นหมายถึงอัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 1.1-2.2% ตัวเลขอาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับธนาคารที่ต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อแล้วตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญมาก

แม็กซ์ คอตซ์ หัวหน้าคณะนักวิจัยด้านสภาพอากาศจากสถาบันพ็อทซ์ดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบต่อสภาพอากาศ ในเยอรมนี กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะมีผลต่อภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนสามารถทำลายสวัสดิการของมนุษย์ สวัสดิการทางเศรษฐกิจได้” จนถึงปัจจุบัน ผลกระทบจากเงินเฟ้อที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศมักจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่หลักฐานบ่งชี้ว่าถ้าหากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรง และยังไม่มีนโยบายด้านสภาพอากาศมาหยุดยั้ง หรือเกิดขึ้นสายเกินไป อัตราเงินเฟ้อด้านอาหารอาจสูงถึง 3.23 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไปทั่วโลก 1.18% ภายในปี 2035

ผลการวิจัยดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ดัชนีราคาผู้บริโภครายเดือนและข้อมูลสภาพอากาศใน121 ประเทศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้ในการหาว่าอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างไร จากนั้นจึงนำไปรวมกับแบบจำลองสภาพอากาศที่คาดการณ์ว่าโลกจะร้อนขึ้นในอนาคตในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าภายใต้สถานการณ์การปล่อยมลพิษต่าง ๆ แม้ว่าตัวเลขข้างต้นจะพิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อในบริบทของสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ เพราะในตอนนี้แทบยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ผู้วิจัยกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมสูงขึ้น แม้แต่ในสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดีที่สุด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3% และอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารจะเพิ่มขึ้น 0.9% จนถึงปี 2035 โดยปกติแล้ว เมื่อนักเศรษฐศาสตร์พูดถึงภาวะเงินเฟ้อและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มักจะพูดถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้น เพื่อเร่งให้เกิดความพยายามในการควบคุมภาวะโลกร้อน แต่คอตซ์กล่าวว่านั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น


NBT CONNEXT  8 มกราคม 2568

เช้านี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนภัย ประเทศไทยอากาศหนาวเย็น อ่าวไทยคลื่นลมแรง  ในช่วงวันที่ 10-13 มกราคม2568 มวลอากาศเย็นกำลังแรงจากจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอุณหภูมิลดลง 5-7 องศาเซลเซียส ภาคกลาง กรุงเทพมหานครปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิจะลดลง 2-5 องศาเซลเซียส เตือนประชาชนเฝ้าระวังอากาศเปลี่ยนแปลง ดูแลรักษาสุขภาพ และระวังอัคคีภัยที่จากสภาพอากาศแห้งและลมแรง

สำหรับภาคใต้ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบริเวณตอนล่างของภาค อ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ส่วนทะเลอันดามันทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองและห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 10-13มกราคม 2568


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  7 มกราคม 2568

ที่มา: https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9680000000638

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรมเสริมสร้างความร่วมเครือข่ายสื่อมวลชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม “DCCE partners : Together to Net Zero” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา  โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีฯ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีฯ ผู้บริหารกรมฯ และสื่อมวลชนกว่า 35 คน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล และ ข้อคิดเห็นในการสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ดร.พิรุณ กล่าวถึงแผนและทิศทางการดำเนินงานของกรมการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในปีหน้า รวมถึงความสำคัญของเครือข่ายสื่อมวลชนที่จะช่วยเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารไปสู่ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการรับรู้ เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว และเกิดพลังความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  6 มกราคม 2568

ที่มา : มิติหุ้น (https://www.mitihoon.com/2025/01/06/514660/)

มิติหุ้น – ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มการใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ต้อนรับเทศกาลวันเด็กอย่างสร้างสรรค์ โดยจัดงาน “MEGA KIDS WORLD 2025 : THE LITTLE GUARDIANSผู้พิทักษ์รักษ์โลก” ระหว่างวันที่ 11-12  มกราคม 2568 ณ โซนเมกา พลาซ่า และฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา เพื่อปลูกฝังแนวคิดด้าน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ การสร้างความยั่งยืน ให้กับเด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตที่ดูแล รักษาโลก ของเราต่อไป ด้วยการเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในรูปแบบ EDUTAINMENT ผ่านภารกิจพิชิตฐานกิจกรรมต่างๆ ที่ท้าทายความสามารถ การคิดวิเคราะห์ พัฒนา ทักษะร่างกาย และสอดแทรกความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้อย่างสนุกสนาน พร้อมรับของรางวัลพิเศษมากมาย ลงทะเบียนร่วมสนุกฟรี!

ภายในงาน MEGA KIDS WORLD 2025 : THE LITTLE GUARDIANS ผู้พิทักษ์รักษ์โลก น้องๆ ที่มาร่วมงานจะได้รับมอบภารกิจ ของผู้กล้า เพื่อพิชิตฐานกิจกรรมต่างๆ ภายใต้เรื่องราวสมมุติในการรับมือกับ ภัยธรรมชาติ ที่รุนแรงจนทำให้ต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี และสัตว์ป่าน้อยใหญ่กำลังจะตายจากสภาวะขาดน้ำ อาหาร และมลพิษทางอากาศ โดยพื้นที่โซน เมกา พลาซ่า ได้ถูกเนรมิตเป็นฐานกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของน้องๆ ได้แก่ (1) WILDFIRE..WARRIORS นักรบไฟป่า ภารกิจดับไฟป่าจำลองด้วยปืน NERF..ภายใต้เวลาที่กำหนด (2) JUNGLE..JOURNEY ผจญภัยในป่าลึก ที่น้องๆ จะได้ฝึกทักษะร่างกายในการผจญภัย ข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อไปช่วยเหลือต้นไม้ยักษ์อายุ 1,000 ปี (3) RECYCLE QUEST ภารกิจรีไซเคิล กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแยก ประเภทขยะ โดยให้น้องๆ โยนลูกบอลสีต่างๆ ให้ลงในถังขยะแยกสี ให้ถูกต้อง ปลูกฝังความรู้และฝึกวินัยเรื่องการแยกขยะ อย่างถูกวิธี (4) GUARDIAN OF THE GIANT TREE ผู้พิทักษ์ต้นไม้ยักษ์ เด็กๆ จะได้ออกกำลังกายปั่นจักรยานเพื่อวิดน้ำ จากแหล่งน้ำไปรดยังต้นไม้ยักษ์ เพื่อฟื้นคืนชีวิตให้กับต้นไม้ (5) SEED..OF..HOPE เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต เชิญชวนให้หนูน้อย ผู้พิทักษ์หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตให้ป่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยให้น้องๆ พัดลูกกอล์ฟ ที่เป็นตัวแทนของเมล็ดพันธุ์ ปล่อยลงในหลุมที่กำหนดไว้  หลังจากประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือต้นไม้ยักษ์แล้ว เหล่าหนูน้อยผู้พิทักษ์พร้อมเดิน หน้าสู่ภารกิจสุดท้ายในบริเวณ ฟู้ดวอล์ค พลาซ่า (6) พิเศษสำหรับสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดสเท่านั้น กับโซน OXYGEN..BOOST เสริมพลังออกซิเจน ให้น้องๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของปริมาณออกซิเจนในน้ำ โดยได้เนรมิตบ่อน้ำ และลูกบอลเป่าลมยักษ์กลิ้งไปบนผิวน้ำ เปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนลงในน้ำ แลกรับสิทธิ์ได้ที่จุดลงทะเบียนหน้าบูธกิจกรรม ทั้งนี้ เมื่อน้องๆ ทำภารกิจได้สำเร็จ จะได้รับของที่ระลึกจากเมกาบางนาอีกด้วย


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  5 มกราคม 2568

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/environment/1160230

ก้าวเข้าสู่ปี 2025 แล้ว แต่วิกฤติภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดที่โลกกำลังเผชิญ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมกำลังปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆทั้งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ชุมชน และเศรษฐกิจทั่วโลก

ปีนี้นำมาทั้ง “ความท้าทาย” ในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และ “โอกาส” ในการเปลี่ยนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น บทความนี้ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ได้รวบรวมความท้าทายและวิกฤติภูมิอากาศสำคัญที่ควรระวังในปี 2025 ได้แก่ 1.การรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 2.การลดมลพิษจากพลาสติก 3.การจัดหาเงินทุนสำหรับเศรษฐกิจสะอาด 4.ปกป้องธรรมชาติ 5.เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว 6.การขาดแคลนน้ำ 7.ความมั่นคงทางอาหาร 8.มหาสมุทรเป็นกรด 9.การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และ 10.การย้ายถิ่นฐานเนื่องจากสภาพภูมิอากาศ


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  4 มกราคม 2567

ที่มา: https://www.banmuang.co.th/news/social/412067

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงจัดขึ้นโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซี่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ 1. ส่งเสริมและอนุรักษ์ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมของชนเผ่าร่วมเผยแพร่วัฒนธรรมอัตลักษณ์ของกลุ่มชนเผ่า 2. เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในชุมชนให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน 3. สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนเมืองและชุมชนดอยตุง นอกจากนี้การจัดงานแต่ละครั้งยังให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นงานอันดับหนึ่งของจังหวัดเชียงราย และอันดับต้น ๆ ของประเทศเรื่องปลอดคาร์บอน

งานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 11 ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่าง โดยเตรียมจุดทิ้งขยะไว้ทั่วงาน ซึ่งถังขยะ 3 ถัง มีการแบ่งแยกประเภทของขยะได้แก่ เศษอาหาร ขยะประเภทแก้วน้ำ ขวดน้ำ ย่อยสลายยาก และ ขยะประเภทกระดาษ วัสดุรีไซเคิล นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งภายในงานเน้นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ง่าย และทำจากวัสดุธรรมชาติ ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยคาร์บอนเครดิต เช่น กระทงใบตองห่ออาหาร แทนการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟม แก้วน้ำกระดาษ หลอดดูดน้ำทำจากกระดาษ และหูหิ้วจักรสานจากไม้ไผ่

ภายในงานยังมีนิทรรศการชวนเรียนรู้ ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดอยตุง และแนวทางในการช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งมีกิจกรรมสอดแทรกความรู้ การคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านเกม กิจกรรมสัญญากับน้องโต ชวนมาเขียนจดหมายถึงอนาคต ว่าเราจะช่วยโลกได้อย่างไรบ้าง แล้วส่งจดหมายกลับมาให้ตัวเองเพื่อเตือนให้เราตระหนักถึงภาวะโลกร้อนที่หนักขึ้นในทุก ๆ ปี และ LET’S DO UPCYCLING นิทรรศการจากขยะ และผลิตภัณฑ์มากด้วยคุณค่าจากขยะ โดยงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึง 26 มกราคม 2568 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ณ โครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  3 มกราคม 2568

เราต่างก็ทราบดีว่าโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย ควบคู่ไปกับการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติและสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ จนนานาประเทศต้องทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคืนสมดุลให้โลก เกิดเป็นมาตรการระดับประเทศเพื่อใช้บริหารจัดการและจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ที่เรียกว่า “การจัดเก็บภาษีคาร์บอน” นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ

สำหรับประเทศไทย มีเจตนารมณ์ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2564-2573 (ค.ศ. 2021-2030) หรือก็คือลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้อย่างน้อย 111 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังจะมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนให้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคตอันใกล้มาก ๆ เช่นกัน

ภาษีคาร์บอนคืออะไร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) (องค์การมหาชน) มีหลักการและแนวคิดของภาษีคาร์บอน (Carbon..Tax)..ว่าเป็นหลักการที่กำหนดให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะต้อง “จ่ายค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ตามหลักการของ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter..Pay Principal)..โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดอัตราภาษีต่อหน่วยการปล่อย (ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า) ซึ่งอาจเก็บจากการใช้ประโยชน์ เช่น การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนในน้ำมันเชื้อเพลิง (Carbon Tax) หรือเก็บจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของแหล่งปล่อย (Emission Tax) ก็ได้

ภาษีคาร์บอน จัดเป็นหนึ่งในกลไกราคาคาร์บอน (Carbon..Pricing..Mechanism) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีการกำหนดต้นทุนหรือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของตัวเงิน และราคาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะมีต้นทุนที่ชัดเจน จึงสามารถผลักดันให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การที่หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำหนดภาษี ข้อดี คือมีความชัดเจนและง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่ก็ต้องมีการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจมากเกินไป

ที่มา : Ryt9.com (https://www.ryt9.com/s/prg/3573112)


© 2025 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.