• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวสิ่งแวดล้อม

NBT CONNEXT  14 ตุลาคม 2567

สถานการณ์ของตัวเมืองเชียงใหม่ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาตร์ ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนของประชาชนเป็นวงกว้าง และปัญหาขยะหลังน้ำท่วมที่มีจำนวนมหาศาลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่ทั้งเมืองกำลังเร่งฟื้นฟู โดยขยะที่เกิดจากน้ำท่วมทุกแห่งถูกนำมากองรวมบริเวณหน้าบ้านและอาคารที่เห็นได้แทบทุกจุดของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งผ่านไปร่วมสัปดาห์แล้วแต่ขยะเหล่านี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกันกับที่บริเวณลานกว้าง สวนสาธารณะรถไฟ อ.เมืองเชียงใหม่ ที่ตอนนี้ถูกนำมาใช้เป็นจุดพักและจุดรวบรวมขยะน้ำท่วม จากทั่วทุกสารทิศที่อยู่ในพื้นที่ ส่งผลทำให้บริเวณจุดนี้กลายเป็นสุสานขยะชั่วคราวที่ตอนนี้ปริมาณขยะนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน และกองเป็นภูเขาสูงหลายสิบเมตรทอดยาวไปเป็นทางที่ยังรอการขนย้ายไปทำลายตามขั้นตอน โดยในตลอดทั้งวันยังคงมีรถบรรทุกหกล้อ และรถยนต์กระบะวิ่งเข้าออก นำขยะที่ถูกเก็บตามบ้านเรือน และจุดต่างๆ เข้ามาทิ้งรวมไว้ตรงบริเวณจุดนี้ตลอด

ขณะเดียวกันจุดนี้ยังพบว่า มีประชาชนชาวบ้านที่ทำอาชีพเก็บของเก่า ต่างพากันมาชุมนุมเพื่อคัดแยก หาสิ่งของที่ถูกทิ้งจากน้ำท่วมที่ทางชาวบ้านนำมาทิ้ง แต่ยังพอใช้ได้ขนกลับไปเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อีกจำนวนไม่น้อย ทั้งแผ่นไม้ โครงเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังชำรุดไม่มาก รวมไปถึงเสื้อผ้า และทรัพย์สิ้นหลายๆ อย่างที่ถูกน้ำมาทิ้ง ทำให้ตลอดทั้งวันตรงจุดนี้มีรถขับวิ่งเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับมวลขยะปริมาณมหาศาลจากผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้ ยังต้องใช้ระยะเวลาการแยกทำลายอีกค่อนข้างนาน และคาดว่าจากความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่าน่าจะมีค่ามหาศาลจากกองขยะที่ถูกรวบรวมนำมาทิ้ง โดยบางส่วนก็จะมีการคัดแยกเพื่อนำไปฝังหลบ และบางส่วนก็จะมีการขนย้ายไปยังสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย เทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการกำจัดอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะคาดว่าจะยังคงมีขยะอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเก็บนำมารวบรวมไว้ตรงจุดนี้ และคาดว่าการดำเนินการกำจัดให้หมดไปนั้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร จนกว่าขยะทั้งหมดที่เกิดจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะหมดไปในที่สุด


กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม  13 ตุลาคม 2567

ปัญหาขยะได้กลายเป็นวิกฤตระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเผชิญ ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การแสวงหาวิธีแก้ไขอย่างยั่งยืนจึงเป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือเมืองเล็ก ๆ อย่าง Kamikatsu (คามิคัตสึ) ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นเมืองต้นแบบด้านการจัดการขยะ ด้วยการริเริ่มโครงการ "Zero Waste" ที่มุ่งลดปริมาณขยะเป็นศูนย์ โดยความสำเร็จของโครงการนี้เห็นได้ชัดจากการที่ภายในระยะเวลาเพียงสองทศวรรษ Kamikatsu สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องเผาลงกว่า 80% เมื่อเทียบกับการจัดการขยะในอดีต                    Kamikatsu ตั้งอยู่ในจังหวัด Tokushima บนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 700 เมตร ล้อมรอบด้วยภูเขาและนาขั้นบันได มีประชากรประมาณ 1,457 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2563) ในอดีต Kamikatsu ประสบปัญหาการจัดการขยะที่รุนแรง ประชาชนทิ้งขยะอย่างไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งวิธีการกำจัดขยะก็สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เมืองตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการขยะ จึงเป็นที่มาของการริเริ่มโครงการ Zero Waste ในปี 2003 ด้วยเป้าหมายที่จะกลายเป็นเมืองปลอดขยะ                     ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ เมืองให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน เริ่มจากการให้ความรู้เรื่องการแยกขยะภายในครัวเรือนอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งจัดตั้งสถานีแยกขยะทั่วเมือง นอกจากนี้ ยังได้ก่อตั้ง "Zero Waste Academy" ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะ และเป็นกลไกสำคัญที่นำพา Kamikatsu ไปสู่ความสำเร็จในการเป็นเมืองปลอดขยะต้นแบบ นอกจากนี้ Kamikatsu ได้พัฒนาระบบการแยกขยะที่มีเอกลักษณ์ โดยเริ่มต้นจากการที่ชาวเมืองแยกขยะที่บ้านตนเองเป็น 4 - 5 ประเภท โดยการลดขยะ (reduce) รีไซเคิล (recycle) และการใช้ซ้ำ (reuse) แล้วนำขยะไปคัดแยกต่อที่ Komi Station (สถานีแยกขยะ) ซึ่งมีจุดแยกขยะละเอียดมากถึง 45 ประเภท จากนั้นขยะที่ถูกแยกจะถูกจัดเก็บในกล่องตามประเภทที่กำหนดไว้ และจะจัดส่งไปยัง ศูนย์รวบรวมขยะ (Waste Collection Center) เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ตัวอย่างเช่น ข้าวของเครื่องใช้บางอย่างที่ยังสามารถใช้งานได้ จะถูกส่งต่อไปยังร้าน Kuru-Kuru Re-use Shop เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้ามือสอง หรือส่งไปที่ Kuru-Kuru Upcycling Craft Center เพื่อทำการซ่อมหรือดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดหมุนเวียนทรัพยากรภายในชุมชน                    ความสำเร็จอันน่าประทับใจของโครงการนี้คือ ในปี 2020 Kamikatsu สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดได้กว่า 80% โดยนำขยะไปรีไซเคิล ซึ่งมีเพียง 20% เท่านั้นที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และจัดการด้วยการเผายังเตาเผาขยะในเมืองใหญ่ ขยะที่เป็นขยะอินทรีย์ถูกนำไปหมักทำเป็นปุ๋ย โดยใช้ถังพลาสติกสำหรับการหมักแบบธรรมชาติและถังไฟฟ้าสำหรับการย่อยสลายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งวิธีนี้ทำให้ขยะอินทรีย์ของที่นี่ถูกกำจัดได้หมด นอกจากนี้ Kamikatsu ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการจัดการขยะให้กับเมืองอื่น ๆ ทั่วโลกอีกด้วย                    การจัดการขยะของเมือง Kamikatsu เป็นโมเดลที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับจากหลายประเทศเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการจัดการขยะ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของการดำเนินการนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะที่บ้าน เนื่องจากความร่วมมือของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญในการแยกขยะ การรีไซเคิล และการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง ภาครัฐควรมีบทบาทในการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้หรือจัดหาทรัพยากรหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป


กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม  12 ตุลาคม 2567

คีล (Kiel) เป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของรัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ (Schleswig-Holstein) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี โดยมีประชากรประมาณ 247,700 คน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565) (European Parliament election, 2024) เป็นเมืองที่มีบริเวณติดทะเลจึงเป็นเมืองท่าที่พลุกพล่านและสำคัญแห่งหนึ่งของเยอรมนี นอกจากนั้น ยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือ และกิจกรรมการแข่งขันเรือใบที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงกลางเดือนมิถุนายน นอกจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองคีลแล้ว เมืองแห่งนี้ยังได้รับการรับรองว่าเป็นเมืองปลอดขยะแห่งแรกของเยอรมนี โดยได้รับ Zero Waste Cities Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานของสหภาพยุโรปที่ให้การรับรองโดยเครือข่าย Zero Waste Europe เพื่อช่วยขับเคลื่อนเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคในการจัดการปัญหาขยะและนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างจริงจัง                    เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองปลอดขยะ เมืองคีลได้มีการกำหนดและบังคับใช้มาตรการจัดการขยะจำนวนถึง 107  มาตรการ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีเป้าหมายที่จะลดขยะให้ได้โดยเฉลี่ยต่อคน ร้อยละ 15 ภายในปี พ.ศ. 2578 รวมถึงตั้งเป้าจะลดขยะครัวเรือนและจากกิจการพาณิชย์ให้ได้ครึ่งหนึ่ง พร้อมกำหนดว่าจะสร้างขยะเพียง 50 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ตัวอย่างมาตรการที่มีการนำมาใช้ อาทิ การแจกเงินจำนวน 210 ดอลลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้จ่ายในการซื้อผ้าอ้อมที่ทำจากผ้าธรรมชาติแทนผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วทิ้ง การแจกถุงบรรจุผักและผลไม้ที่สามารถใช้ซ้ำได้ในการจัดงานต่าง ๆ ของเมือง การยกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว การใช้ระบบ pay-as-you-throw ที่คิดค่าจัดการขยะครัวเรือนตามนำหนักขยะที่ทิ้ง การนำผมที่ตัดทิ้งจากร้านตัดผมมาใช้เป็นวัสดุกรองน้ำมันออกจากน้ำ การสนับสนุนการจัดงานในรูปแบบ sustainable events ที่ห้ามการใช้ช้อนส้อมหรือที่บรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในงานกิจกรรมสาธารณะ หรือการแบ่งบันอาหารที่เหลือจากงานกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ หรือจากร้านอาหารและครัวเรือนให้แก่ผู้ยากไร้ เพื่อลดปริมาณขยะอาหาร เป็นต้น                     ขยะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนวีถีชีวิตไปในแนวทางที่ไม่บริโภคนิยมจนเกินไปและมุ่งลดขยะที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกที่ต้องสร้างความสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน 


 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม   11 ตุลาคม 2567   

     การพัฒนาเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว เมืองใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และเทคโนโลยี โดย UN ระบุว่าในปี 2565 มากกว่าครึ่งของประชากรไทยจะอาศัยในเขตเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ภายในปี 2593 ซึ่งเมืองใหญ่ 5 อันดับแรกของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และขอนแก่น และด้วยความหนาแน่นของจำนวนประชากรและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง จึงนำมาสู่การใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้ง เมืองที่ขยายตัวก่อให้เกิดขยะมหาศาล ทั้งจากการดำเนินชีวิตประจำวันและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หากขยะไม่ได้รับการจัดการที่ดี จะส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบ โดยในปี 2566 กรุงเทพมหานคร เป็นลำดับแรกใน 5 เมืองใหญ่ ที่มีปริมาณขยะมูลฝอยสูงที่สุดถึงประมาณ 12,748 ตัน/วัน รองลงมาคือนครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และขอนแก่น มีปริมาณขยะมูลฝอยประมาณ 2,588, 1,514, 1,475 และ 1,402 ตัน/วัน ตามลำดับ                    

     หลายเมืองใหญ่เริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการจัดการขยะ อาทิ การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) รวมถึงการประยุกต์ใช้แนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการขยะไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน โดยเฉพาะการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจากครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะที่จะถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบและเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิลได้อย่างดี 

บทความนี้ขอยกตัวอย่างโครงการจัดการขยะต้นทางในกรุงเทพมหานครและขอนแก่น ดังนี้                    

     - “#ไม่เทรวม” โดยกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชิญชวนประชาชนเริ่มต้นคัดแยกขยะแบบง่าย ๆ ก่อนทิ้ง โดยให้แยกขยะทั่วไปหรือขยะแห้ง ลงในถุงดำ และเศษอาหาร ลงในถุงใสหรือถุงสีเขียว อีกทั้งรถขยะที่ใช้เก็บก็จะมีถังแยกสำหรับขยะเศษอาหารโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าขยะที่คัดแยกไว้แล้วจะไม่ถูกนำไปรวมกันอีกในปลายทาง การคัดแยกขยะจะช่วยให้จัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถส่งขยะไปจัดการถูกที่ เช่น ส่งขยะไปรีไซเคิล ผลิตปุ๋ยหมัก หรือใช้เป็นเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) เป็นต้น                    

     - “ขอนแก่น Zero Waste” เป็นโครงการที่เทศบาลนครขอนแก่นร่วมมือกับชุมชน ภายใต้แนวคิด “ขยะเกิดที่ไหน กำจัดที่นั่น” เพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง โดยเน้นการคัดแยกขยะออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ (1) ขยะอินทรีย์ ซึ่งจะนำไปทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ แล้วจึงแจกจ่ายให้แก่ชุมชน (2) ขยะรีไซเคิล รายได้จากการขายขยะจะนำเข้าสู่กองทุนฌาปนกิจที่เรียกว่า "กองทุนฌาปนกิจเปลี่ยนขยะเป็นบุญ" ซึ่งเมื่อสมาชิกเสียชีวิต จะมีการหักจากบัญชีคนละ 20 บาทเพื่อจ่ายให้กับครอบครัว (3) ขยะมูลฝอย มีการกำหนดวันที่รถเทศบาลจะมารับขยะและนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า และ (4) ขยะอันตรายและขยะติดเชื้อ มีถังและจุดทิ้งเฉพาะ เพื่อให้รถเทศบาลมาจัดเก็บและนำไปจัดการอย่างปลอดภัย โครงการดังกล่าวดำเนินการมานานกว่า 10 ปี จนชุมชนได้รับรางวัล “โครงการชุมชนปลอดขยะ Zero Waste” และเป็นต้นแบบเรียนรู้ด้านการจัดการขยะให้กับชุมชนอื่น ๆ                    

     การจัดการขยะต้นทาง ไม่ใช่เพียงแค่การลดปริมาณขยะ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนให้หันมาคัดแยกขยะ การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการจัดการขยะ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เมืองสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้ในอนาคต เมืองใหญ่ที่เติบโตอย่างยั่งยืน คือ เมืองที่สามารถจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  10 ตุลาคม 2567

ที่มา https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9670000096095

World Ecolabel Day (วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก) ถูกกำหนดไว้คือวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนตุลาคม ซึ่งในปีนี้ (2024) ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม 2567 เป็นวันที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองและตระหนักถึงความสำคัญของฉลากสิ่งแวดล้อม (Ecolabels) ในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการใช้ฉลากสิ่งแวดล้อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดผลกระทบทางลบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมสำหรับประเทศไทย

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน

สำหรับอนาคตของฉลากสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการผลักดันให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน การขยายตัวของตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในประเทศอีกด้วย

สำหรับ 6 แนวคิดการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ได้แก่ 1.การตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม 2.การตั้งฉลากแรก 3.การสร้างมาตรฐานสากล 4.การก่อตั้งเครือข่ายการรับรองคุณภาพสิ่งแวดล้อม 5.การเพิ่มขึ้นของความต้องการตลาด และ6.การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

World Ecolabel Day นี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนามาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อมต่อไปเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในระดับประเทศและสนับสนุนให้ผู้บริโภคทั่วโลกเข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  9 ตุลาคม 2567

ที่มา: https://www.matichon.co.th/economy/news_4835702

ดร. สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติแห่งราชอาณาจักรไทย (สทนช.)

สำหรับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มีประสิทธิภาพที่ครอบคลุมประเด็นด้านน้ำในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการและน้ำบาดาลเพื่อความยั่งยืน นโยบายด้านทรัพยากรน้ำ การป้องกันภัยพิบัติและระบบเตือนภัยล่วงหน้า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกัน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติของทั้งสองประเทศผ่านกรอบความร่วมมือที่มีอยู่เดิมในอนุภูมิภาค รวมทั้งระบบสารสนเทศ การสร้างแบบจำลอง การจัดการและการใช้ข้อมูล และเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจและการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นต้น


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  8 ตุลาคม 2567

ที่มา : มติชนออนไลน์ (https://www.matichon.co.th/court-news/news_4833608)

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนิน เปิดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 17วันนี้ 7 ตุลาคม 2567 เวลา 15.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 17 พ.ศ. 2567 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมี นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย คณะผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เฝ้ารับเสด็จฯ

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กราบบังคมทูลรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของใต้ฝ่าละอองพระบาทมาดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มวัย กรมอนามัยได้จัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นประจำทุกปี กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย บุคลากรด้านสาธารณสุข นักวิชาการจากองค์กรต่างๆภาคีเครือข่ายจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และประสบการณ์ สร้างแรงจูงใจในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหวิชาชีพ และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้ง สร้างกระแสให้สังคมตระหนักและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อประชาชนสุขภาพดีในโอกาสนี้ ได้พระราชทานรางวัล Princess Health Award ให้กับบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 รางวัล ดังนี้ 1) รางวัลบุคคลดีเด่นประเภทบริหาร ได้แก่ ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ 2) รางวัลบุคคลดีเด่นประเภทวิชาการ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร แช่มประเสริฐ รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารเมืองอัจฉริยะ และ3) รางวัลองค์กรดีเด่น ได้แก่ เทศบาลเมืองยโสธร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร พร้อมทอดพระเนตร บอร์ดนิทรรศการงานวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การดำเนินงานสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) การดำเนินงานควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน การดำเนินงานสมดุลสุขภาพและเส้นทางสุขภาวะที่ดี และการดำเนินงาน Lifestyle Medicine เวชศาสตร์วิถีชีวิต


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  7 ตุลาคม 2567

ที่มา https://www.amarintv.com/spotlight/sustainability/detail/69972

โลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ตั้งแต่ระดับชุมชน ไปจนถึงระดับโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และทวีความรุนแรงขึ้น เป็นสัญญาณเตือน ที่เราไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป “การปรับตัว” จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถรับมือ และอยู่รอด ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และ “การออกแบบ”คือ เครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้เราปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสอดคล้องกับธรรมชาติ

  ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ระดับชุมชน ประเทศ ไปจนถึงระดับโลก การเสวนา “Design for Climate Adaptation : ออกแบบเพื่อปรับตัวเมื่อโลกวิกฤต” จึงเกิดขึ้นเพื่อร่วมหาทางออก โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขามาร่วมพูดคุย ถึงแนวทางการออกแบบเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดความเสี่ยง และบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


© 2025 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.