• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวสิ่งแวดล้อม

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  28 กันยายน 2567

ที่มา https://www.seub.or.th/bloging/work/2024-275/

จากเดือนธันวาคม พ.ศ. 2534 จนมาถึงวันนี้ เกือบ 33 ปี ที่ผ่านมา เมื่อมองย้อนกลับไปยังเกณฑ์พิจารณาต่างๆ ก็พบโจทย์ที่น่าสนใจว่า คุณค่าความสำคัญของผืนป่ามรดกโลกยังครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ระบุไว้หรือไม่ หรือในแง่ของการทำงานดูแลรักษาผืนป่า สัตว์ป่า และระบบนิเวศ จะยังสามารถต่อยอดจากสิ่งที่พัฒนามาแล้วไปในทิศทางใด มิติไหน เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในอนาคต

หากกล่าวถึงผืนป่ามรดกโลกแห่งแรกของประเทศไทย คงต้องย้อนไปถึงการทำเอกสารเสนอชื่อต่อองค์การยูเนสโก คุณอรุณี อิ้วเจริญ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

“การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมีวัตถุประสงค์หลักๆ คือ การอนุรักษ์คุณค่าของแหล่งมรดกโลกเพื่อส่งไปยังคนรุ่นถัดไป”

คุณอรุณี กล่าวต่อว่า เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว คณะกรรมการมรดกโลกจะมีมติเสนอประเด็นควรติดตามเฝ้าระวังออกมาทันที แต่ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ไม่มีมติในวันรับรอง ซึ่งหมายความว่า ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ผ่านด้วยเกณฑ์ที่มีศักยภาพ และเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก (ในสมัยนั้น) คณะกรรมการมรดกโลกจึงไม่กังวลเรื่องการบุกรุกมากนัก

ด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า การศึกษาวิจัย และการบริหารพื้นที่เชิงวิชาการ ทุกวันนี้ผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง จึงแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งยังให้ก่อประโยชน์แก่คนเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปอีกประการ ซึ่งทราบหรือไม่ว่า น้ำจากโรงประปามหาสวัสดิ์รับมาจากแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำแควตอนบน ลำห้วยขาแข้ง และลำน้ำสาขาต่าง ๆ จากพื้นที่มรดกโลก มาช่วยผลักดันน้ำเค็มช่วยแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้กระทบการผลิตน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 27 กันยายน 2567

ที่มา: https://mgronline.com/business/detail/9670000089565

เอสซีจี เดินหน้ามอบทุนการศึกษา Sharing the dream ในภูมิภาคอาเซียนต่อเนื่อง ผ่านแนวคิด ‘Green Generation’ เพื่อส่งเสริมการศึกษาและสร้างพลังคนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตยั่งยืน ตามแนวทาง ‘Inclusive Green Growth’ ของเอสซีจี ที่มุ่งสร้างการเติบโตในทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำสังคม เพื่อความยั่งยืนในภูมิภาค โดยปี 2567 ได้เริ่มมอบทุนการศึกษาที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แก่นักเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย 410 ทุน เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอินโดนีเซีย 2588 หรือ Golden Indonesia 2045 ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายปรเมศวร์ นิสากรเสน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจี มุ่งมั่น สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน ตามแนวทาง ‘Inclusive Green Growth’ ในทุกมิติ ทั้งธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการ SCG Sharing the Dream ในปีนี้ จึงได้ส่งเสริมแนวคิด Green Generation เพื่อส่งเสริมพลังคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจ และมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามกลยุทธ์ ESG4Plus ของเอสซีจี

นางหทัยชนก ฤทธาคนี ฟรูโม อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต กรุงจาการ์ตา กล่าวว่า ในปีหน้า ไทยและอินโดนีเซียจะเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูต โครงการทุนการศึกษา Sharing the Dream มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างสองประเทศ เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาและเพื่อการพัฒนาศักยภาพให้มีความรู้ จิตสำนึกใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม และได้รับโอกาสในการลงมือทำจริง เพื่อขับเคลื่อนอินโดนีเซียสู่ความยั่งยืนได้


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  26 กันยายน 2567

ที่มา : pptvhd36.com  (https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/233393)

การเป็นศูนย์กลางของ Data..Center เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามแผนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาจทำให้ไทยมีโอกาสเติบโตทั้งในมิติเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

ทว่าการจัดตั้ง Data Center ในไทยนั้น แม้จะสามารถมองเห็นโอกาสในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ต้องปลดล็อกหลายประการ ซึ่งรวมถึงอุปสรรคด้าน “สิ่งแวดล้อม“ หากย้อนไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Google ออกมาเผยถึงปัญหาของ Data Center และการพัฒนา AI ผ่านรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี 2024 ที่ระบุว่า การอาศัย Data Center พัฒนา AI ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นกว่า 48% เมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งก๊าซเรือนกระจกที่มี “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” เป็นส่วนประกอบหลักกว่า 75% ส่วนใหญ่มาจากการทำงานของ Data Center ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลจำนวนมาก บวกกับการพัฒนา AI ทำให้ระบบประมวลผลทำงานหนักขึ้น เกิดการปล่อยความร้อนสูงออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่มาของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้นโยบายดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่า จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างไร และรัฐบาลสามารถรับมืออย่างไรได้บ้าง?

            ผลกระทบ Data Center ต่อสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center กับการเข้ามาของ AI จะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นความเห็นของ “ดร.ครรชิต รองไชย” ผู้ก่อตั้ง AI and Sustainability Laboratory และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น “ดร.ครรชิต” มองว่า Data Center มีแผนที่จะถูกนำมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาโมเดล AI มากขึ้น โดยเฉพาะ Generative AI เช่น ChatGPT หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ต่าง ๆ (LLM) เพราะเป็นโมเดล AI ที่ได้รับความนิยม เมื่อความต้องการใช้ Data Center มีเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวมีสูงขึ้นตามไปด้วย และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน หากรัฐไม่มีการควบคุมหรือแผนงานที่ชัดเจน

“ดร.ครรชิต” มองว่า Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ถึงแม้ว่าจะมีทางเลือกเกี่ยวกับพลังงานทดแทน แต่ในสภาพความเป็นจริง อาจเกิดผลกระทบทางด้าน “พลังงาน” ขึ้นได้ ปัจจัยหนึ่งมาจากพลังงานทดแทนที่มีอยู่อย่างจำกัดเฉพาะช่วงเวลา อาจไม่ตอบโจทย์ การทำงานของ Data Center ที่ต้องการความเสถียร และจำเป็นต้องใช้พลังงานหล่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง ประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการพลังงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญ และหากเราไม่มีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทน การใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากกระบวนการการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงย่อมส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะเรือนกระจกนำไปสู่ภาวะโลกร้อน เช่นเดียวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ำ เพราะการทำงานของ Data..Center ต้องปลดปล่อยความร้อนออกมาในปริมาณมาก จำเป็นต้องใช้น้ำเข้ามาช่วยในการหล่อเย็น และน้ำที่ผ่านกระบวนการหล่อเย็น จะกลายเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน หากถูกนำไปทิ้งในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ย่อมส่งผลกระทบถึงคุณภาพน้ำ สุ่มเสี่ยงที่จะทำลายระบบนิเวศบริเวณนั้นได้


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  25 กันยายน 2567

ที่มา https://www.dailynews.co.th/news/3895761/

นายสมบูรณ์ หอมนาน รองปลัด กทม. เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดต้นแบบการจัดการขยะครบวงจรตามโครงการคัดแยกขยะครบวงจรระดับ 50 เขต ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 เพื่อรณรงค์ส่งเสริมความร่วมมือในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิดให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการจัดการขยะมูลฝอยร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างต้นแบบในการจัดการขยะครบวงจรในพื้นที่ กทม.ทั้ง 50 เขต

กทม. ได้ดำเนินการส่งเสริมการลดและคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิด เพื่อเพิ่มมูลค่าของเหลือเป็นวัตถุดิบการผลิตสินค้าใหม่สำหรับวัสดุรีไซเคิล หรือเป็นสารบำรุงดินสำหรับเศษอาหารซึ่งเป็นไปตามนโยบายส่งขยะคืนสู่ระบบ นโยบายเขตต้นแบบจัดการขยะครบวงจร แยกขยะเศษอาหารและคัดแยกขยะแบบมุ่งเป้า โดยมุ่งเน้นการคัดแยกขยะและนำเข้าสู่ระบบหมุนเวียนใช้ประโยชน์


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  24 กันยายน 2567

ที่มา: https://www.thansettakij.com/climatecenter/net-zero/607458

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้แนวคิด Now Thailand: Sustainable Futures ลงทุนในประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2567 Eco Innovation Forum 2024 ว่า จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ยกระดับด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นพิษ การส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ โดยมียุทธศาสตร์ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการให้บรรลุเป้าหมายของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน ตามแนวทาง MIND 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ความลงตัวกับกติกาสากล และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

สำหรับภารกิจสำคัญในปีงบประมาณ 2568 กระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว การขับเคลื่อนศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาล การลดมลพิษทางอากาศ การบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริการของกระทรวง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้จีดีพี (GDP) เฉลี่ยของไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไทยตั้งเป้าลดคาร์บอนและมุ่งสู่เศรษฐกิจที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 เป็นความจำเป็นด้านสิ่งแวดล้อมและโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยส.อ.ท. ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านนโยบาย ONE FTI ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ อุตสาหกรรมสีเขียว


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  23 กันยายน 2567

ที่มา : thebangkokinsight.com (https://www.thebangkokinsight.com/news/environmental-sustainability/1383674/)

ธุรกิจไต้หวันผลักดัน “แฟชั่นยั่งยืน” ผ่านการจัดทำเวิร์คช้อปในการนำ “ขยะพลาสติก” รูปแบบต่าง ๆ มาเนรมิตชีวิตใหม่ ให้กลายเป็นแว่นตาภายในเวลาไม่นาน

วีโอเอ รายงานว่า ฝาขวดพลาสติก กล่องบรรจุภัณฑ์อาหาร ช้อนส้อมพลาสติก และของเล่น เป็นส่วนหนึ่งของวัสดุที่ได้รับการชุบชีวิตใหม่ในได้หวัน โดย “มินิวิช” บริษัท อัพไซเคิล ไต้หวัน ผู้จัดเวิร์คช้อป ครัวขยะ หรือ Trosh..Kitchen ได้ให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณีรีไซเคิลนี้ ทุกกระบวนการ ตั้งแต่การนำขยะพลาสติกมาจากบ้าน และหลอมให้เป็นแว่นตาใหม่ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

อาร์เธอร์ หวง ผู้ก่อตั้งมินิวิซ บอกว่า สิ่งที่พยายายามจะแสดงให้เห็นที่ Trash Kitchen คือ การให้ทุกคน ได้เห็น และสัมผัสได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีว่า กระบวนการอัพไซเคิล และรีไซเคิลเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษซ้ำสอง และสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งที่มีมูลค่าได้ทันที นอกจากแว่นตาแล้ว มินิวิซยังผลิตล้อ อิฐบล็อก ไม้แขวนเสื้อ และอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จากพลาสติก และขยะอินทรีย์ ด้วยเครื่องที่เรียกว่า miniTrashpresso ที่พัฒนาขึ้นมาเมื่อปี 2560 ทางด้าน โครา เซี๊ยะ บรรณาธิการบริหารนิตยสารแฟชั่นฮาร์เบอร์ส บาซาร์ ไต้หวัน กล่าวว่า โครงการอัพไซเคิลแว่นตาเป็นโครงการริเริ่มที่ดี ในการสนับสนุนแฟชั่นยั่งยืน

“หนทางยังอีกยาวไกลสำหรับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและแฟชั่น แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาควรได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง ซึ่งเวิร์คช้อปเช่นนี้มีประโยชน์มาก” ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ บอกว่า เวิร์ดช้อปได้สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะสร้างขยะ และใส่ใจเรื่องการใช้สิ่งของที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้หวัน แสดงให้เห็นว่า ในปี 2556 ไต้หวัน มีปริมาณขยะมากเป็นประวัติการณ์ถึง 11.58 ล้านต้น ในจำนวนนี้เป็นขยะรีไซเคิล 6.27 ล้านต้น ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ บอกว่า เวิร์ดช้อปได้สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะสร้างขยะ และใส่ใจเรื่องการใช้สิ่งของที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน แสดงให้เห็นว่า ในปี 2556 ไต้หวัน มีปริมาณขยะมากเป็นประวัติการณ์ถึง 11.58 ล้านต้น ในจำนวนนี้เป็นขยะรีไซเคิล 6.27 ล้านต้น


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  22 กันยายน 2567

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/environment/1145206

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาของมนุษย์และการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก จำนวนชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2023 มีมากกว่า 44,000 ชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การใช้ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากทะเลเป็นภัยคุกคามหลักต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยคิดเป็น 50% ของภัยคุกคามทั้งหมด

การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้โลกของเรายังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์และยั่งยืนต่อไป และทำให้นานาประเทศเห็นความสำคัญของการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity Conference of the Parties : CBD COP)

การประชุม CBD COP 16 จะเป็นเวทีที่ประเทศต่าง ๆ ต้องแสดงให้เห็นถึงการปรับแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของตนให้สอดคล้องกับกรอบงาน Kunming-Montreal การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  21 กันยายน 2567

ที่มา: https://www.sentangsedtee.com/today-news/article_291288

สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์ และ รีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIPMSE (Thailand Institute of Packaging and Recycling Management for Sustainable Environment) ได้จัดงาน SX2024 พบกับผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายกิจกรรมการจัดการขยะ เรียนรู้วิธีคัดแยกขยะได้ง่าย ๆ และไอเดียเจ๋งในการชุบชีวิตขยะเป็นของมีค่าผ่านการรีไซเคิลและอัพไซเคิล ตั้งแต่ 27 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ในงานจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องขยะให้มากขึ้น ด้วยการนำเสนอเส้นทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนไปถึงการคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคอย่างถูกวิธี เพื่อให้เห็นความสำคัญของการจัดการขยะในทุกขั้นตอนที่ส่งผลกระทบต่อโลก อย่างเช่น กิจกรรม When scrap is not crap โดย ภัทริดา ประสานทอง ซึ่งสอนการทำสติ๊กเกอร์จากเศษกระดาษ เปลี่ยนของที่ถูกทิ้งแล้วให้กลายเป็นงานศิลปะที่เอาไปใช้ได้จริงแบบมีชิ้นเดียวในโลก หรือ BAB 2024 น้องเอ๋ วิชชุลดา จะมาสร้างสรรค์งานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ และ คมกฤษ เทพเทียน มาชวนทำของเล่นจากวัสดุเหลือใช้ “มือวิเศษ” ช่วยเสริมสร้างจิตนาการสำหรับเด็ก

ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่นำเสนอผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ ผสามกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การเปลี่ยนขยะเป็นเงินไม่ใช่แค่การรักษ์โลก หากแต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน และกลายเป็นเทรนด์ธุรกิจแห่งอนาคตที่พร้อมจะขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงในยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของทุกภาคส่วน


© 2025 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.