• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวสิ่งแวดล้อม

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  27 สิงหาคม 2567

ที่มา : infoquest.co.th (https://www.infoquest.co.th/2024/424350)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวถึงเทรนด์ Fast Fashion ว่า ปัจจุบันธุรกิจ Fast Fashion มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างงานให้กับผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก แต่กระบวนการผลิตในหลายขั้นตอน กลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 10% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ทั่วโลก สูงกว่าอุตสาหกรรมการบิน และการขนส่งทางเรือรวมกัน และคาดว่าภายในปี 2573 อาจเพิ่มขึ้นเกือบ 50%การใช้น้ำเป็นจำนวนมาก และมลภาวะทางน้ำและอากาศที่มาจากกระบวนการย้อมและตกแต่ง การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายหนึ่งตัวต้องใช้น้ำถึง 2,700 ลิตร เทียบเท่ากับปริมาณที่ 1 คน ดื่มได้กว่า 2.5 ปี อีกทั้งกระบวนการย้อมและตกแต่ง ยังสร้างมลภาวะทางน้ำสูงมาก จากการใช้สารเคมีที่เป็นพิษ และอันตรายในการผลิตการเพิ่มขึ้นของขยะที่ย่อยสลายยาก ซึ่งเสื้อผ้าราว 1 แสนล้านตัวที่ผลิตขึ้นในแต่ละปีทั่วโลก กลายเป็นขยะ ในหลุมฝังกลบกว่า 92 ล้านตัน และคาดว่าภายปี 2576 ขยะเสื้อผ้าจะเพิ่มเป็น 134 ล้านตันต่อปี โดยมีเพียง 1% ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ นอกจากนี้ เสื้อผ้ามีส่วนประกอบของขยะพลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก อย่างไมโครพลาสติก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและธรรมชาติที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะในกระบวนการปลูกวัตถุดิบ อาทิ การปลูกฝ้าย ที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง และสารกำจัดวัชพืชปริมาณมาก ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของหน้าดิน

*ผลกระทบด้านสังคม ได้แก่

1. การสร้างวัฒนธรรมการบริโภคเกินพอดี ที่ไม่ได้ส่งผลแค่ปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น ยังทำให้คนไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการซื้อสินค้า จากการโฆษณาส่งเสริมการขายที่กระตุ้นให้คนซื้อมากกว่าความจำเป็น และการทำให้ค่านิยมเปลี่ยน อาทิ การขายไลฟ์สไตล์ของ Influencer

2. ปัญหาสุขภาพ สินค้า Fast Fashion มักมีการปนเปื้อนของสารเคมี โดยเฉพาะไมโครพลาสติก ที่สามารถสะสมในร่างกาย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ทั้งต่อผู้สวมใส่ และรุนแรงขึ้นต่อกลุ่มแรงงานที่ทำงานในภาคการผลิตดังกล่าว

3. การละเมิดลิขสิทธิ์ เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการคัดลอกดีไซน์ของแบรนด์หรู หรือดีไซเนอร์ชื่อดัง มาผลิตสินค้าเลียนแบบในราคาที่ถูกกว่า

4. การละเมิดสิทธิแรงงาน จากการพยายามควบคุมต้นทุนการผลิต จึงมักลดต้นทุนด้านแรงงานด้วยการละเมิดสิทธิแรงงาน ทั้งการใช้งานเกินเวลา การล่วงละเมิดทางเพศการใช้แรงงานเด็กแบบผิดกฎหมาย ซึ่งมักพบในประเทศที่เป็นฐานการผลิตในเอเชีย


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  26 สิงหาคม 2567

ที่มา https://www.thansettakij.com/climatecenter/net-zero/605000

กรมการข้าวและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้รับการอนุมัติจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) อนุมัติเงินสนับสนุน 38 ล้านยูโร ในการดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF)

โครงการดังกล่าวนี้ มีเป้าหมายในการปรับตัว เพื่อรับกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของชาวนารายย่อยในพื้นที่เป้าหมาย 21 จังหวัด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาได้อย่างน้อย 2.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใต้ระยะดำเนินการของโครงการ ซึ่งโครงการนี้คาดว่าจะเริ่มคิกออฟ ประมาณเดือนตุลาคม 2567 นี้

รูปแบบของการดำเนินงานของโครงการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) จะขับเคลื่อนโครงการในเชิงบูรณาการได้อย่างเป็นระบบผ่าน 10 กิจกรรมหลัก เช่น การสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีปล่อยคาร์บอนตํ่า การปรับพื้นที่แปลงนาด้วยระบบเลเซอร์การจัดการน้ำระดับแปลงนา เป็นต้น

เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจำในภาคอุตสาหกรรมของไทยได้มากกว่า 2.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดการใช้น้ำถึง 50% เพิ่มผลผลิต การทำนา 20% เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนา 20% สร้างงานให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงคุณภาพดินและป้องกันการเสื่อมสภาพของพื้นที่เพาะปลูกได้อีกด้วย


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  25 สิงหาคม 2567

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_9373405

พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้มอบหมายให้นายนพดล พลเสน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ ทส. เปิดงานสัมมนาทางวิชาการสัตว์ป่าสวนสัตว์ ครั้งที่ 16 ในหัวข้อ “Connecting people and planet: Exploring zoo knowledge in wildlife conservation” โดยมีนายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดสัมมนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรม มารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร

งานสัมมนาทางวิชาการสัตว์ป่าสวนสัตว์ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เผยแพร่งานทางวิชาการ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการและหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนางานด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หัวข้อหลักคือ “เชื่อมโยงผู้คนและโลกของเราไปด้วยกันจากองค์ความรู้สวนสัตว์สู่การอนุรักษ์สัตว์ป่า” มีผู้เข้าร่วมงานและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมงานมากกว่า 150 คน

นอกจากนี้ นายนพดล พลเสน ยังกล่าวชื่นชมองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในการดำเนินงานด้านการเชื่อมโยงงานอนุรักษ์เข้ากับผู้คนท้องถิ่น อาทิ โครงการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย พญาแร้ง และนกกาฮัง เป็นต้น และยังเชื่อมั่นว่าองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จะเป็นหน่วยงานสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และเชื่อมโยงผู้คนเข้าหาธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  24 สิงหาคม 2567

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเดินหน้าโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กองทุนฟลายกรีนฟันด์ของสายการบิน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมให้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจหลักของมูลนิธิชัยพัฒนาในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตผ่านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม

โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์ และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อการขยายผลโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงสนับสนุนในการดำเนินการใดๆ อันเป็นสาธารณประโยชน์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฟลายกรีนฟันด์ในปี 2564 เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งมั่นสร้างความตระหนักต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นความร่วมมือระหว่างเวียตเจ็ทไทยแลนด์และมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และโครงการพัฒนาต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ให้เกิดประโชน์สูงสุดแก่ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า ได้มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมที่อุทิศตนเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงการลดการปล่อยมลพิษจากการปฏิบัติการบิน เพราะฉะนั้นความร่วมมือระหว่างสายการบินฯ และมูลนิธิชัยพัฒนา จึงเป็นโอกาสที่สามารถสนับสนุนฯ บุคลากร ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ เพื่อการดำเนินงานต่างๆ ของมูลนิธิฯ รวมถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนและโลกของเรา

ส่วน ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า การได้ร่วมมือกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์เพื่อการดำเนินกิจกรรมและโครงการพัฒนาต่างๆ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือนี้น่าจะสามารถร่วมกันบูรณาการงานพัฒนาสังคมควบคู่กับแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมั่งคงและยั่งยืนต่อไป

ซึ่งกิจกรรมความร่วมมือครั้งแรกภายใต้โครงการ “Fly Green Metro Forest – Mangrove II” นี้ เป็นกิจกรรมปลูกป่าชายเลนและการปล่อยพันธ์ปลาน้ำจืด เพื่อสนับสนุนการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางตามธรรมชาติซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริ ณ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี โครงการดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้แก่ชุมชนโดยรอบด้วยการบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติเพื่อพัฒนาคุณภาพแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำสำหรับการประกอบอาชีพประมง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีสมดุล ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์และกองทุนฟลายกรีนฟันด์สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ th.vietjetair.com

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์ (https://siamrath.co.th/n/560117)


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  23 สิงหาคม 2567

ที่มา https://www.dailynews.co.th/news/3779347/

โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ได้ปล่อยมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ มากกว่า 3 พันล้านตัน หากลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ภายในหนึ่งหรือสองทศวรรษจะช่วยลดอุณหภูมิโลกได้ถึง 0.5 องศาเซลเซียส ดังนั้น หากสามารถยับยั้งการปล่อยมีเทนทั้งหมดจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ ปริมาณความเข้มข้นของก๊าซดังกล่าวจะตํ่าลงได้เทียบเท่ากับโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

เมื่อมองย้อนกลับมามองสิ่งใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ การเปลี่ยนอุปกรณ์ในการทำพลังงานต่าง ๆ ภายในบ้านถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดการปล่อยก๊าซมีเทน อาทิ การเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษภายในอาคาร อย่างการใช้เตาแม่เหล็กความร้อน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเตาแก๊ส 2-3 เท่า เนื่องจาก “เตาแก๊ส” เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนจากการศึกษาเกี่ยวกับเตาแก๊สในสหรัฐอเมริกา พบว่า สามในสี่ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดถูกปล่อยออกมาในขณะที่เตาปิดอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากท่อและข้อต่อที่รั่ว อีกทั้งปริมาณก๊าซมีเทนที่ทำลายสภาพอากาศนั้น ยังเท่ากับปริมาณการปล่อยมลพิษของรถยนต์ครึ่งล้านคันต่อปี


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  22 สิงหาคม 2567

ที่มา: https://www.prachachat.net/public-relations/news-1634970

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดพิธีเปิดการประชุมมหกรรมเครือข่ายภาคประชาชน และภาคีความร่วมมือ “รุก รับ ปรับตัว รวมพลังสามัคคี ลดโลกร้อน” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อนได้ส่งผลกระทบกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกระบบนิเวศ ซึ่งการแก้ไขปัญหานั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเครือข่ายที่มาในวันนี้เป็นภาคีสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการทำงานที่มีความสอดคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ความท้าทายที่จะต้องยกระดับการจัดการให้ทันต่อสถานการณ์ใหม่ รวมถึงขยายผลการทำงานให้พื้นที่อื่นได้ร่วมเรียนรู้และนำไปสู่การปฏิบัติได้ ดังนั้น เพื่อให้เครือข่ายภาคประชาชนและภาคีความร่วมมือ สามารถดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมลดโลกร้อน ได้กำหนดแนวทางการสนับสนุนการดำเนินงาน 8 แนวทาง ได้แก่

1. สนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายภาคประชาชนในการขับเคลื่อนแนวทางการจัดการโลกร้อนในเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่

2. พัฒนาศักยภาพ บทบาทและเสริมองค์ความรู้เครือข่ายภาคประชาชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3. สนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับประเด็นการปรับตัวและสามารถดำเนินงานได้ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

4. สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งเงินกองทุนสิ่งแวดล้อมและกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ

5. จัดทำฐานข้อมูลเครือข่ายให้มีความเชื่อมโยงกันกับเครือข่ายของหน่วยงานอื่นและองค์กรที่ร่วมทำงาน

6. สนับสนุนปฏิบัติการในเชิงพื้นที่ในประเด็นที่จะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

7. สนับสนุนเครื่องมือ งานวิชาการ งานวิจัย และกลไกเจ้าหน้าที่ประสานความร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายประจำจังหวัด

8. พัฒนาการสื่อสาร สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโลกร้อน


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  21 สิงหาคม 2567

ที่มา https://www.tcijthai.com/news/2024/8/scoop/13823

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมจากทุกภูมิภาค จัดเวที “สิทธิชุมชนกับสิทธิที่หายไปใน พ.ร.บ.โลกร้อนไทย” เพื่อร่วมกันหารือและแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้คณะรัฐมนตรีรับรองในเร็ว ๆ นี้

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมจากทุกภูมิภาค ยังร่วมกันออกแถลงการณ์ “รัฐบาลใหม่ต้องทบทวนนโยบายการแก้ปัญหาโลกร้อน” เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ทบทวนนโยบายการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และไม่สนับสนุนกลไกตลาดคาร์บอนเครดิตที่เป็นเพียงการผลักภาระให้ผู้รักษาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำว่า โลกเดือดเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ วิกฤตโลกร้อนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และประชาคมโลกต้องร่วมกันแก้ไขพฤติกรรมการใช้พลังงานและการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดมลพิษและก๊าซเรือนกระจก ระบบการค้าขายคาร์บอนเครดิตเป็นการหลอกลวง กลไกตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงการผลักภาระความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษไปให้ผู้รักษาสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง รัฐบาลใหม่ต้องสร้างนวัตกรรมทางความคิด ล้มเลิกความคิดที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับปัจจุบัน และสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ทบทวนบทบาทหน้าที่ของ ‘กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ให้เป็นกรมที่ทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง หาใช่เป็นกรมที่ตั้งขึ้นเพื่อรับรอง ‘ระบบตลาดการค้าคาร์บอน’ เท่านั้น


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  20 สิงหาคม 2567

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ (https://www.dailynews.co.th/news/3770880/)

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ได้ปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ มากกว่า 3 พันล้านตัน หากลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวภายในหนึ่งหรือสองทศวรรษจะช่วยลดอุณหภูมิโลกได้ถึง 0.5 องศาเซลเซียส ดังนั้น หากสามารถยับยั้งการปล่อยมีเทนทั้งหมดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้ ปริมาณความเข้มข้นของก๊าซดังกล่าวจะต่ำลงได้เทียบเท่ากับโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม หากโลกยังคงร้อนขึ้นเรื่อยๆ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เรายังต้องแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซมีเทนจากธรรมชาติที่สูงขึ้น ทั้งจากพื้นที่ชุ่มน้ำเขตในร้อนที่อุ่นขึ้น และการละลายของชั้นดินเยือกแข็งในอาร์กติก การปล่อยก๊าซมีเทนตามธรรมชาติระดับสูงสุดมาจากพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าที่ถูกน้ำท่วมตามฤดูกาลในเขตร้อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นชื้น และมีออกซิเจนต่ำ เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ปล่อยก๊าซมีเทน‘ร็อบ แจ็คสัน’ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว เขาได้เดินทางไปที่เขตอนุรักษ์ ‘มามิราอูอา’ (Mamirauá) ในป่าอเมซอนของบราซิล ซึ่งเป็นช่วงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกําลังทวีความรุนแรงขึ้น และมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนก็ร้อนจัด โดยอุณหภูมิของมหาสมุทรนอกชายฝั่งฟลอริดานั้นเกือบแตะ 40 องศาเซลเซียส หรือ 104 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับอุณหภูมิจากอ่างน้ำร้อนเดือดๆ อุณหภูมิที่แนะนำสำหรับการทำให้ปลาแซลมอนสุก และอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงสุดที่วัดได้

“น้ำทะเลที่อุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนมักทำให้เกิดภัยแล้งในอเมซอน ‘อายัน ฟลีชมันน์’ เจ้าบ้านชาวบราซิล ซึ่งเป็นผู้อำนวยการด้านการวิจัยสภาพอากาศที่นั่น เขาบอกกับผมว่าภัยแล้งอาจกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ระดับน้ำที่สถานีตรวจวัดในเมืองตาบาทิงกา ประเทศบราซิล ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรทางตอนเหนือของแม่น้ำนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดของป่าแอมะซอนเกิดขึ้นในปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งน้ำทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกมีอุณหภูมิสูงขึ้น” แจ็คสัน กล่าวพื้นที่ทางทะเลที่สำคัญคือแถบที่ทอดยาวจากเส้นศูนย์สูตร ไปจนถึงคิวบาและฟลอริดาทางตอนใต้ ภัยแล้งรุนแรงที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2015–2016 ส่งผลให้อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นไม้ตายไปหลายพันล้านต้นจากไฟป่าที่โหมกระหน่ำ และเปลี่ยนป่าแอมะซอนจากที่เคยเปรียบเสมือนฟองน้ำดูดซับคาร์บอนฯ ของทั่วโลกให้กลายเป็นแหล่งคาร์บอนขนาดใหญ่


© 2025 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.