• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวสิ่งแวดล้อม

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  5 กุมภาพันธ์ 2568

ที่มา : Spring news (https://www.springnews.co.th/keep-the-world/sustainable/855817)

ตอนนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์การออกแบบโรงเรียนในประเทศจีน ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมรอบ ๆ โรงเรียนให้มี “พื้นที่สีเขียว” กระจายอยู่แทบจะทุกพื้นที่ ไหนจะออกแบบให้ระเบียงสูงแค่ 1.2 เมตร เพื่อให้เด็ก ๆ มองต้นไม้ได้ ตามคอลัมน์ Keep The World ไปเที่ยวจีนกัน

            จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เจอปัญหาเมืองหนาแน่น มองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกสูง และไม่สามารถมีตึกใดงอกขึ้นได้อีกแล้ว สถาปนิกจึงเกิดไอเดียปรับเปลี่ยนพื้นที่บนดาดฟ้าให้กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ และต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

เชื่อมโยงกับธรรมชาติยังไง เช่น สร้างสวน ปลูกต้นไม้ สร้างบรรยากาศให้ร่มรื่น มีสนามเด็กเล่น มีเนินดิน บางแห่งมีลานให้สำหรับวิ่งเล่น (ทั้งในร่ม-กลางแจ้ง) และแน่นอนว่าเมื่อเกิดเป็นสภาพแวดล้อมธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็จะตามมา เช่น แมลง หรือสัตว์ตัวเล็กๆ ซึ่งเด็กนักเรียนจะได้สำรวจอย่างใกล้ชิดถ้าจะเล่าแค่ไอเดียโดยไม่หยิบยกตัวอย่างมาให้เห็นกันชัดๆ ก็กะไรอยู่ วันนี้ SPRiNG เลยพาไปสำรวจโรงเรียนประถมศึกษา “ซินชา” (Xinsha) ในเซินเจิ้น มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 11,000 ตารางเมตร ออกแบบโดย 11 ARCHITECHURE

โรงเรียนประถมชินซาสามารถรองรับได้ 36 ห้องเรียน และห้องเรียนสำรอง 5 ห้อง อาคารถูกออกแบบให้เป็นรูปตัว S แต่ละด้านสามารถเปิดออกสู่สนามเด็กเล่นได้ สะท้อนออกมาผ่านม้านั่งที่ตั้งเรียงเอาไว้ตามทางเดิน ให้เด็กๆ ได้นั่งพักผ่อน

บริเวณรอบ ๆ โรงเรียนมีต้นไม้ปลูกเรียงไว้ตลอดแนวถนน แต่ละต้นสูง 10 เมตร ส่วนโถงทางเดินผู้ออกแบบเลือกใช้คอนกรีตที่มีพื้นผิวเป็นไม้ ส่วนผนังทำด้วยกระเบื้องดินเผา บริเวณโถงทางเดิน หรือสนามเด็กเล่นจะมีเก้าอี้ม้านั่งให้เด็กๆ ไว้หย่อนก้นยามเมื่อยล้า

หนึ่งในโจทย์สำคัญ คือ เด็ก ๆ ต้องใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด สถาปนิกจึงออกแบบสนามเด็กเล่นให้ออกมาเป็นธีมต่าง ๆ อาทิ ป่าเขียวขจี, หมู่บ้าน, เนินเขาสามเหลี่ยม, ปราสาท, ถนนบนเนินเขา หรือ ฟาร์มบนดาดฟ้า ฯลฯ เดินเข้าไปในห้องเรียน ระเบียงจะถูกก่อขึ้นที่ความสูง 1.2 เมตร (ตามกฎข้อบังคับความสูงขั้นต่ำคือ 90 ซม.) เมื่อระเบียงไม่ได้สูงมาก เด็ก ๆ ก็จะสามารถมองออกไปเห็นวิวสีเขียว ๆ จากต้นไม้สูงใหญ่รอบๆ  โรงเรียนได้ แถมยังได้ร่มเงา และมีอากาศที่ดีไหลเวียนอยู่ตลอดเวลานั่นเอง


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  4 กุมภาพันธ์ 2568

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/4358761/

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.)ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุม 301ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบนายนราพัฒน์  แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรรมการและเลขานุการ และนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

ประธานให้ความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนจากปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่จะพบเกินมาตรฐานในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง และยกระดับการปฏิบัติการตามมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในแต่ละปี โดยในอนาคต กก.วล. ได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในอากาศสะอาด รวมทั้งที่ประชุมเห็นชอบเรื่องสำคัญ อาทิเช่น การปรับปรุงมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐด้านคมนาคม 6 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการทางหลวงหมายเลข 4 สาย อ.กะเปอร์ – อ.สุขสำราญ 2) โครงการทางหลวงหมายเลข 4006 ราชกรูด – หลังสวน จ.ระนอง 3) โครงการทางหลวงหมายเลข 11 สายปางเคาะ จ.แพร่ – ป่าขาม จ.ลำปาง 4) โครงการทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 402 กับทางหลวงหมายเลข 4027 (แยกท่าเรือ) 5) โครงการปรับปรุงขยายท่าอากาศยานระนองและ 6) โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช – นครนายก – สระบุรี ช่วงจตุโชติ – ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 (MR 10) เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านโครงข่ายคมนาคมของประเทศ อำนวยความสะดวก ลดระยะเวลาการเดินทางให้กับประชาชน


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  3 กุมภาพันธ์ 2568

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/environment/1164590

ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุแห่งสหพันธรัฐสวิส หรือ EMPA ได้พัฒนาแบตเตอรี่ที่ใช้เชื้อราผลิตไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์ขนาดเล็ก สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพและไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม โดยนักวิทยาศาสตร์สร้างเซลล์เชื้อเพลิงเซลล์ (fuel cell) จากเชื้อราสองชนิด ได้แก่ Saccharomyces cerevisiae (ยีสต์ขนมปัง) และ Trametes pubescens (ราผุสีขาว) ซึ่งมีคุณสมบัติในการบำบัดน้ำเสียและลดพิษของโลหะหนักในพืชผล

ผู้เขียนการศึกษากล่าวว่า เชื้อราทั้ง 2 ชนิด สามารถนำมาพิมพ์แบบ 3 มิติร่วมกับนาโนคริสตัลเซลลูโลสและนาโนไฟบริลเซลลูโลสได้ และเชื้อราทั้งสองชนิดเติบโตภายในหมึกที่ทำจากเซลลูโลส การเติมคาร์บอนแบล็กและเกล็ดกราไฟต์ลงในหมึกทำให้หมึกมีคุณสมบัติเป็นสื่อไฟฟ้า จึงสามารถใช้เป็นอิเล็กโทรดในแบตเตอรี่ราได้ โดยเฉพาะเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เผาผลาญสารอาหารอินทรีย์จากอาหารเพื่อผลิตพลังงาน เซลล์เชื้อเพลิงราที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นใช้กลไกที่คล้ายคลึงกันในการแปลงพลังงานส่วนหนึ่งเป็นไฟฟ้า เมื่อทดสอบแล้ว แบตเตอรี่เชื้อราสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ระหว่าง 100 – 200 mV

ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของแบตเตอรี่เชื้อราตามที่ Empa คือ ไม่มีพิษและย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ โดยนักวิจัยระบุว่า “เมื่อทำงานเสร็จแล้ว มันจะสลายตัวจากภายใน” ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สีเขียวที่ใช้ส่วนประกอบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดสารพิษ และหมุนเวียนได้มากขึ้น โดยเป้าหมายต่อไปของทีม EMPA คือการเพิ่มอายุการใช้งานและกำลังไฟฟ้าของแบตเตอรี่เชื้อราเพื่อให้สามารถนำไปใช้กับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ได้


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  2 กุมภาพันธ์ 2568

ที่มา : สยามรัฐ (https://siamrath.co.th/n/597735)

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำประสบการณ์ “ปลูกป่า ปลูกคน” ผ่านตำราแม่ฟ้าหลวงมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ มาปรับแผนองค์กรใหม่ ตั้งหน่วยงาน “ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน” ตอบโจทย์สภาวะโลกในปัจจุบัน ชวนเครือข่ายภาคี ทั้งรัฐและเอกชนดำเนินงานรับมือวิกฤติโลกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ในมิติต่างๆ ของโลกให้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วขึ้น

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวว่า “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ปรับทิศทางการดำเนินงานใหม่ในปี 2568 ให้เข้ากับบริบทสังคมและยุคสมัย โดยมี 4 กลุ่มงาน คือ กลุ่มงานด้านโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร กลุ่มงานด้านธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง สร้างอาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน กลุ่มงานด้านการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based..Solutions) พัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และ กลุ่มงานด้านที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนองค์กร โดยใช้องค์ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ที่มีมานานถึง 36 ปี และโครงการเชิงพื้นที่ในอดีตและปัจจุบัน เข้ามาดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างพร้อมขยายการพัฒนาไปใช้ทั้งในและต่างประเทศ

“เราปักธงตำราแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับโลก ซึ่งไม่ได้ทำแต่เรื่องของความยั่งยืนในไทยเท่านั้นแต่เป็นการนำองค์ความรู้ที่มีไปเผยแพร่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้หลักการทรงงานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้แพร่หลาย โดยนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทั้งเวทีระหว่างประเทศและใช้กับองค์กรต่างๆ ให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ”

อย่างไรก็ตามสำหรับ 4 กลุ่มงานมีการแบ่งบทบาทการทำงานที่ชัดเจนคือกลุ่มงาน ด้านโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ต่างๆ ทั้งในประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ, โครงการร้อยใจรักษ์ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่, โครงการผลิตภัณฑ์แปรรูปป่าเศรษฐกิจ จังหวัดน่าน, โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันและพืชน้ำมันอื่นๆ เป็นต้น ส่วนโครงการในต่างประเทศ อาทิ เมียนมา อัฟกานิสถาน อินโดนีเซีย เป็นต้น


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  1 กุมภาพันธ์ 2568

ที่มา : https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2838871

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศที่มีองค์ความรู้ และงานวิจัยครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ งานเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 30 ในหัวข้อ “จุฬาฯ ระดมคิด พลิกวิกฤติ PM 2.5” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลสุขภาพในสถานการณ์มลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือในระยะยาว

รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า“การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต้องเริ่มจากการตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจต้นเหตุของปัญหา และต้องมีการแก้ไขที่แหล่งกำเนิด ควบคู่ไปกับการจัดการแบบบูรณาการในทุกมิติ เพราะแต่ละแหล่งกำเนิดมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย การจัดการแบบแยกส่วนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ควรเป็นการจัดการที่มีส่วนร่วมจากชุมชน และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม”

การสื่อสารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลเชิงคาดการณ์ที่สามารถช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับปัญหาได้ล่วงหน้า และภาครัฐควรให้ความสำคัญกับวิกฤติ PM 2.5 ในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องรวมถึงมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  31 มกราคม 2568

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1163439

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เดินหน้าโครงการ ไม่เทรวม มาอย่างต่อเนื่องและได้รับความร่วมมือจากประชาชน ทำให้ลดปริมาณขยะได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์​ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการบังคับใช้ข้อบัญญัติฯ เก็บค่าธรรมเนียมการบริหารในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย (ค่าเก็บขยะ) แต่หลังจาก กทม. ดำเนินการปรับปรุงค่าธรรมเนียมให้มีความเหมาะสมและจัดทำข้อบัญญัติฯ ใหม่ ‘แยกขยะ-จ่ายน้อย ไม่แยกขยะ-จ่ายมาก’ ซึ่งผ่านสภากรุงเทพมหานครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเริ่มบังคับใช้กลางปี 2568 และคาดว่าจะลดขยะของกรุงเทพฯ ได้ปริมาณมหาศาล รวมถึงสร้างรายได้ให้กับ กทม. จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอีกทางหนึ่ง

กทม. เชิญชวนชาวกรุงเทพฯ เข้าร่วมโครงการ ‘บ้านนี้ไม่เทรวม’ แยกขยะลดค่าธรรมเนียมฯ ซึ่งสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน BKK Waste Pay ที่ กทม. พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและชำระค่าธรรมเนียมมูลฝอยในพื้นที่เขต ลงทะเบียนได้ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยข้อบัญญัติฯ ดังกล่าวนี้จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้ประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2568 จากนั้น กทม. จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมอัตราใหม่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เมื่อเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ระบบของแอปพลิเคชัน BKK Waste Pay จะแจ้งเตือนทันที

การจัดเก็บค่าธรรมเนียมอัตราใหม่ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมฯ (ฉบับใหม่) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ปริมาณขยะไม่เกิน 20 ลิตร/วัน หรือไม่เกิน 4 กิโลกรัม จ่ายค่าธรรมเนียมรวม 60 บาท (ค่าเก็บและขนเดือนละ 30 บาท ค่ากำจัด 30 บาท) กรณีคัดแยกขยะและลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่ กทม. กำหนด จ่ายค่าธรรมเนียมเดือนละ 20 บาท (ค่าเก็บและขนเดือนละ 10 บาท ค่ากำจัดเดือนละ 10 บาท)กลุ่มที่ 2 ปริมาณขยะเกิน 20 ลิตร/วัน แต่ไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร/วัน หรือเกิน 4 กิโลกรัม แต่ไม่เกิน 200 กิโลกรัม/วัน จ่ายค่าธรรมเนียม 120 บาทต่อ 20 ลิตร (ค่าเก็บและขน 60 บาทต่อ 20 ลิตร ค่ากำจัด 60 บาทต่อ 20 ลิตร)กลุ่มที่ 3 ปริมาณขยะเกิน 1 ลูกบาศก์เมตร/วัน หรือเกิน 1,000 ลิตร หรือเกิน 200 กิโลกรัม/วัน จ่ายค่าธรรมเนียม 8,000 บาท (ค่าเก็บและขน 3,250 บาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ค่ากำจัด 4,750 บาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร)


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  30 มกราคม 2568

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงนามในหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเรื่องการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการนำเสนอวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก และประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) ได้ลงนามในเอกสารการขึ้นทะเบียนนำเสนอต่อศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเอกสารดังกล่าวจะต้องจัดส่งในรูปแบบสิ่งพิมพ์ให้ทันรอบการจัดส่ง ภายในวันที่ 31 มกราคม 2568

ดร. ชญานันท์ ภักดีจิตต์  เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำนักงานนโยบายฯ ได้เร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในการจัดส่งเอกสารดังกล่าวทันตามรอบที่กำหนดอย่างใกล้ชิด โดยได้นำส่งเอกสารดังกล่าวต่อศูนย์มรดกโลกเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 และคาดว่าในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2568 ศูนย์มรดกโลกจะแจ้งผลการพิจารณาความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารนำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้รัฐบาลไทยทราบ และหากไม่มีข้อแก้ไขเพิ่มเติม เอกสารดังกล่าวจะถูกจัดส่งให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณา พร้อมมอบหมายผู้เชี่ยวชาญมาประเมินพื้นที่ในโอกาสต่อไป


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  29 มกราคม 2568

ที่มา : National Geographic (https://ngthai.com/environment/76397/sea-leve-rise-up-by-2100/)

“ระดับน้ำทะเลทั่วโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.9 เมตรภายในปี 2100 ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่ที่ร้อยละ 90 สูงกว่าการคาดการณ์ล่าสุดของสหประชาชาติถึง 90 เซนติเมตร”

ปัจจุบันโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไม่หยุดยั้ง จนทำให้หลายปีที่ผ่านมา โลกมีระดับอุณหภูมิสูงทำลายสถิติติดต่อกันหลายเดือน ซึ่งนอกจากผลกระทบเรื่องความร้อนแล้ว ก๊าซเรือนกระจก ยังทำให้ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมันได้ไปละลายน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกซึ่งเพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปยังมหาสมุทร โดยทั่วไปแล้วการคาดการณ์เกี่ยวกับระดับน้ำทะเลในปัจจุบันนั้นมีวิธีต่าง ๆ มากมายในการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศ อย่างไรก็ตามระบบอากาศของโลกเป็นสิ่งที่ซับซ้อนอย่างมากและได้รับผลกระทบจากปัจจัยจำนวนมาก ดังนั้นแบบจำลองจึงให้ภาพที่แตกต่างกันไป ทำให้การประเมินระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นให้ได้อย่างแม่นยำนั้นเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก

ด้วยเหตุนี้แม้แต่องค์กรอย่างคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่กันแน่ แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันคือน้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านี้และแก้ไขความไม่แน่นอนในการจำลองระดับน้ำทะเล ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง (NTU) จากประเทศสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟท์ (TU Delft) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมมือกันพัฒนาวิธีใหม่เพื่อทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น

“แนวทางใหม่ของเราช่วยแก้ปัญหาสำคัญในวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระดับน้ำทะเลได้ เนื่องจากวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ในการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับทะเลนั้นมักจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก” ดร.เบนจามิน แกรนเดย์ (Benjamin..Grandey) นักวิจัยอาวุโสจากคณะวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนานยาง กล่าว “การรวบรวมแนวทางต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อสร้างการประมาณแบบฟิวชัน ช่วยให้เราประเมินความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ในอนาคต และระบุช่วงที่เป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นนี้” เขาเสริม ทีมวิจัยเชื่อว่าวิธีการใหม่ของพวกเขาสามารถเติมเต็มช่องว่างสำคัญและเสริมรายงานของ IPCC ได้


© 2026 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.