• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Image

12 เมืองต้นแบบสงขลา ขับเคลื่อน Climate Action จากแผนสู่การลงมือทำจริง

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผนึกมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาศักยภาพท้องถิ่น รับมือสภาพภูมิอากาศ สร้างเมืองน่าอยู่ ทรัพยากรยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว และคุณภาพชีวิตที่ดี

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้า “โครงการพัฒนาศักยภาพของเมืองในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” เพื่อเสริมความพร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติที่ประชาชนสามารถเห็นและได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความสามารถในการจัดการตนเองของเมือง” โดยพัฒนาทั้งความรู้ เครื่องมือ ข้อมูล การวางแผน และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ขยะ น้ำเสีย การใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการคือการยกระดับขีดความสามารถเชิงสถาบันของเมือง และสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง

จากความร่วมมือ สู่ 12 เมืองนำร่อง

ความร่วมมือได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำร่อง 12 แห่งในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา โดยแต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนให้จัดทำ “แผนการจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมือง” ที่ครอบคลุมทั้งสองด้านสำคัญ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และ การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) พร้อมเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่มาทดลองดำเนินการจริงอย่างน้อยแห่งละ 1 กิจกรรม

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมประกอบด้วย เทศบาลเมืองสะเดา เทศบาลตำบลปริก เทศบาลตำบลพะตง องค์การบริหารส่วนตำบลพะตง เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลเมืองคอหงส์ เทศบาลตำบลบ้านไร่ องค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตร องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม เทศบาลนครสงขลา และเทศบาลเมืองเขารูปช้าง

แต่ละเมืองนำปัญหาและจุดแข็งของตนเองมาต่อยอดเป็นโครงการที่หลากหลาย ตั้งแต่ การทำปุ๋ยจากขยะอินทรีย์ การสร้างชุมชนคาร์บอนต่ำ ธนาคารขยะ การคัดแยกและรีไซเคิลขยะ การจัดการของเสียและนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ การผลิตพลังงานจากขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การประเมินการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำเสีย ไปจนถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา

ไม่ใช่แค่ “อบรม” แต่เรียนรู้จากปัญหาจริงของเมือง

จุดเด่นของโครงการคือการพัฒนาศักยภาพที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงห้องประชุม แต่เริ่มจากการให้แต่ละเมืองศึกษาสภาพพื้นที่ของตนเอง ทั้งข้อมูลความเสี่ยง จุดเปราะบาง ปัญหาสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนแผนและมาตรการที่มีอยู่ จากนั้นจึงร่วมกันพัฒนาแนวทางจัดการความเสี่ยงและโครงการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 12 แห่งได้เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาศักยภาพหลายระยะ ตั้งแต่การปูพื้นฐานและเชื่อมโยงแผน การประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ การทบทวนแผนและจัดลำดับมาตรการ ตลอดจนการติดตามความก้าวหน้าของโครงการนำร่อง

หลังจากนั้น คณะทำงานได้ลงพื้นที่ติดตาม นิเทศ และสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อรับฟังปัญหา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนด้านเทคนิค และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเปลี่ยน “แผนบนกระดาษ” ให้เกิดผลในพื้นที่จริง

จากการติดตามพบตัวอย่างผลลัพธ์ในชุมชนที่จับต้องได้ เช่น การลดปริมาณขยะ การผลิตปุ๋ยสำหรับใช้ในครัวเรือน การลดค่าใช้จ่าย และการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาต่อยอดสร้างรายได้ โดยบางพื้นที่มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 ครัวเรือน พร้อมพัฒนาตลาดชุมชนสำหรับจำหน่ายผักปลอดสารพิษ ปุ๋ยหมัก และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5 บทเรียนสำคัญ เพื่อเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน

จากการนำโครงการไปทดลองปฏิบัติและถอดบทเรียนร่วมกัน สามารถจัดกลุ่มแนวทางสำคัญได้ 5 ด้าน ได้แก่

การจัดการขยะอินทรีย์ (Organic Waste Management)
ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง นำเศษอาหารและวัสดุอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำปุ๋ยหรือผลิตภัณฑ์สำหรับชุมชน พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของครัวเรือนและชุมชน

การคัดแยกขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Waste Separation & Circular Economy)
ส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร สร้างมูลค่าและรายได้ พร้อมกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

การจัดการของเสียและการผลิตพลังงาน (Waste-to-Energy & Resource Recovery)
พัฒนาระบบจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ นำวัสดุและพลังงานกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงใช้ข้อมูลทางวิชาการประกอบการวางแผนและตัดสินใจ

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการกักเก็บคาร์บอน (Nature-based Solutions)
เพิ่มและดูแลพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน และเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน

เมืองคาร์บอนต่ำและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Low Carbon City & Climate Action)
นำเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่การบริหารจัดการเมือง ลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมพลังงานสะอาด พัฒนาฐานข้อมูล และสร้างบุคลากรกับเครือข่ายที่สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง

ผลการประเมินในรายงานครอบคลุม 15 กิจกรรมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง และมีการประเมินผลด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้ท้องถิ่นเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

“ข้อมูล + ชุมชน + เครือข่าย” คือหัวใจของ Climate Action ระดับเมือง

บทเรียนสำคัญจากโครงการสะท้อนว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย

การให้ประชาชนเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมดำเนินงาน” แทนการเป็นเพียง “ผู้รับโครงการ” ช่วยสร้างความเป็นเจ้าของและทำให้กิจกรรมดำเนินต่อได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ถูกต้องช่วยให้กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมสามารถยกระดับเป็น Climate Action ที่วางแผน ติดตามผล และขยายผลได้ โดยข้อมูลช่วยทั้งในการเลือกมาตรการที่เหมาะสม ตรวจสอบความก้าวหน้า และแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมนั้นช่วยลดก๊าซเรือนกระจกหรือเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของเมืองอย่างไร

จาก 12 เมือง สู่ต้นแบบสำหรับท้องถิ่นทั่วประเทศ

องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานในพื้นที่จริงไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ 12 เมืองนำร่อง แต่ถูกนำมาสังเคราะห์เป็น คู่มือและแนวทางการจัดทำแผนการจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมือง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นสามารถนำกระบวนการ เครื่องมือ และบทเรียนที่ผ่านการทดลองปฏิบัติจริงไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

แนวทางต่อไปจึงมุ่งสู่การสร้างเครือข่ายเมืองด้าน Climate Action การบูรณาการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นและการจัดทำงบประมาณ การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามผล ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่คือการทำให้ เมืองน่าอยู่ขึ้น ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่า เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และประชาชนมีความพร้อมในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง

เพราะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เริ่มต้นได้จากทุกเมือง ทุกชุมชน และทุกคน — และเมื่อ “ความรู้” เชื่อมกับ “การลงมือทำ” เมืองก็สามารถเปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการสร้างคุณภาพชีวิตและอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันได้"

Image
Image

© 2026 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.