• +662 441 5000
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • 14 กันยายน 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.จำลอง อรุณเลิศอารีย์ รองคณบดี เป็นผู้แทนคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบช่อดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีแด่ผู้เกษียณอายุราชการและอายุงาน ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจักษณ์ หิญชีระนันทน์ อาจารย์ ดร.บัณฑิต ชาญณรงค์ คุณไพศาล ไชยศรีรัมย์ และ คุณบุญธรรม นัทธีศรี ภายในงาน “พิธีมอบเข็มมหาวิทยาลัยมหิดลและเกียรติบัติแก่ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างมหาวิทยาลัยมหิดลผู้เกษียณอายุฯ” ประจำปีงบประมาณ 2566 ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล

  • On February 17, 2023, the Bachelor of Science students from the Environmental Science and Technology (ES) and Natural Resources and Environmental Management (International Program) (NM) programs at the Faculty of Environment and Resource Studies organized a campus tour for their peers from Nagasaki University's Faculty of Environmental Science. The tour aimed to present the university's faculties, landmarks, and recreational areas, including Prince Mahidol Hall and Mahidol Thai House, to help the exchange students get familiarized with the campus.

  • อาจารย์ ดร.บุญลือ คะเชนทร์ชาติ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “การวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล เส้นทางสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเสวนาในประเด็น “Blue Economy : for Thailand Sustainable Development”

    มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมการประชุมวิชาการประเพณี 4 สถาบัน กองทัพเรือ-ธรรมศาสตร์-เกษตรศาสตร์-มหิดล ครั้งที่ 24 หัวข้อ “Blue Economy : for Thailand Sustainable Development”
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรเนติ สุขสมบูรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์หญิงศิริวรรณ สืบนุการณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต้อนรับในพิธีเปิดการประชุมวิชาการประเพณี 4 สถาบัน กองทัพเรือ-ธรรมศาสตร์-เกษตรศาสตร์-มหิดล ครั้งที่ 24 หัวข้อ “Blue Economy : for Thailand Sustainable Development” โดยมี พลเรือโท วสันต์ สาทรกิจ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งในปีนี้กองทัพเรือได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ณ ห้องชมวัง หอประชุมกองทัพเรือ และอาคารราชนาวิกสภา กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์
    ในช่วงเช้า มีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Blue Economy : for Thailand Sustainable Development” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เผดิมศักดิ์ จารยพันธุ์ ประธานอนุกรรมการที่ปรึกษาและจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ได้กล่าวถึง แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินเพื่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ข้อที่ 14 Life below water โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น การทำประมง การขนส่งทางทะเล การท่องเที่ยว แหล่งพลังงาน ฯลฯ ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิต การบริโภค เพื่อผลประโยชน์และความยั่งยืนในอนาคต โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งเป็นสำคัญ
    จากนั้น มีการเสวนาในประเด็น “Blue Economy : for Thailand Sustainable Development” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้ง 4 สถาบัน ดังนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “Blue Economy สังคมไทย กับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “ความท้าทายในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคทะเลอย่างยั่งยืนและยิ่งใหญ่” นาวาเอก ดรณ์ ทิพนันท์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ และอาจารย์ ดร.บุญลือ คะเชนทร์ชาติ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “การวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล เส้นทางสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” บรรยายในหัวข้อ “Blue Economy Navy : บทบาทใหม่ของกองทัพเรือในศตวรรษที่ 21” ช่วงบ่าย มีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักศึกษาทั้ง 4 สถาบัน ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ประภาคารแห่งการเรียนรู้” หัวข้อหลัก มุมมอง บทบาท หน้าที่ และความท้าทายของนักศึกษาและนิสิต ต่อ Blue Economy for Thailand Sustainable Development จากนั้น เป็นพิธีปิดการประชุมโดย พลเรือโท วสันต์ สาทรกิจ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ พร้อมทั้งมอบธง 4 สถาบันให้กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมวิชาการประเพณี 4 สถาบัน ครั้งที่ 25 ต่อไป
  • วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00 น. รองศาสตราจารย์ ดร.สุระ พัฒนเกียรติ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ คุณสุกิจ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาต้นแบบโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์


    กับ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) โดยมีเป้าหมายในการร่วมกันพัฒนางานวิจัย ต้นแบบการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ในพื้นที่สวนป่าเป้าหมายของ อ.อ.ป. ให้สามารถเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เพื่อผลักดันให้สวนป่าไม้เศรษฐกิจในประเทศไทยโดยยกระดับพัฒนาคุณภาพของสวนป่าไม้เศรษฐกิจให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการวิจัยเพื่อบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ทันการณ์ และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือนี้ไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะ ทั้งนี้โดยมี อาจารย์ ดร.บุญลือ คะเชนทร์ชาติ อาจารย์ประจำ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ คุณจอง มงคลสกุลฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาและสารสนเทศและรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักธุรกิจคาร์บอนและนวัตกรรม องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ร่วมลงนามเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว โดยพิธีลงนามฯ จัดขึ้น ณ ห้องประชุมนาทตัณฑวิรุฬห์ อาคารนาทตัณฑวิรุฬห์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    การใช้พื้นที่ซ้อนทับระหว่างช้างป่า (Elephas maximus) และชุมชน และการพัฒนาระบบเตือนภัยในภาคตะวันออกของประเทศไทย

    Overlapping use areas between wild elephants (Elephas maximus) and communities, and warning system development in the eastern part of Thailand

    แหล่งทุน

    ทุน Fundamental Fund ประเภทBasic Research Fund ภายใต้แผนงานย่อย: พัฒนานักวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ผู้ดำเนินการหลัก

    รศ.ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์

    ผู้ดำเนินการร่วม

    รศ.ดร.พรรณวิมล ตันหัน

    ผศ.สพ.ญ.ดร.กาญจนา อิ่มศิลป์

    ผศ.ดร.วิวัฒน์ วงศ์ก่อเกื้อ

    คำอธิบาย

    ศึกษาผลกระทบและทัศนคติ การติดตั้งกล้องดักถ่ายเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระจายเพื่อประเมินความเสี่ยง สร้างแผนที่แนวเชื่อมต่อที่ปลอดภัย การวิเคราะห์สารเคมีปนเปื้อนในพืชอาหาร และเครื่องมือแจ้งเตือนผ่านอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ซ้อนทับภาคตะวันออกของประเทศไทย

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

    ความสำคัญ วัตถุประสงค์โครงการ

    การลดลงของช้างป่าจากการสูญเสียพื้นที่ป่า การล่า และการใช้งาน ทำให้มีการคุ้มครองจนมีประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผนวกกับการพัฒนาพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำทำให้มีการออกมาหากินนอกพื้นที่จนกลายเป็นความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกระจาย ประชากร ปัจจัยดึงดูด การตกค้างของสารเคมี และพัฒนาเครื่องเตือนภัยในพื้นที่ชุมชน

    การดำเนินการ

    1. สำรวจทางตรง สัมภาษณ์และตั้งกล้องดักถ่ายภาพกิจกรรมและผลกระทบจากช้าง

    2. ทำแผนที่การกระจายและรูปแบบกิจกรรมเพื่อซ้อนทับกับกิจกรรมมนุษย์ ประเมินความเสี่ยงระหว่างช้างป่าและชุมชนเพื่อการจัดการ อนุรักษ์ ลดผลกระทบ และฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยและหากินอย่างยั่งยืน

    5. วิเคราะห์การปนเปื้อนสารเคมีในพืชอาหารและกองมูล

    6. สร้างเครื่องเตือนภัยด้วยแสงเรเซอร์ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์

    7. จัดประชุมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน

    ผลการดำเนินงาน

    ประชากรส่วนใหญ่ปลูกพืชเกษตร ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ตั้งแต่ 10 ถึงมากกว่า 100 ไร่ มีปัญหากรรมสิทธิ์ เงินทุน น้ำ และการบุกรุกของช้างป่า ทำให้ไม่ต้องการให้ช้างทำลายผลผลิต ทรัพย์สินและชีวิต คิดว่าช้างออกมาหาอาหาร แหล่งน้ำและบังเอิญทำร้ายคนมากกว่า 10 ครั้ง/ปี ถ้าอยู่ติดป่าได้รับผลกระทบตลอดปี ได้รับผลกระทบ 1-2 ครั้ง/ปีในพื้นที่ใหม่ แต่ไม่ได้รับการเยียวยาหรือไม่คุ้มค่า มีความตระหนักในการอนุรักษ์แต่ไม่เห็นด้วยกับการคุ้มครองช้างในชุมชน ควรสร้างเครือข่ายแจ้งเตือนภัย ฟื้นฟูแหล่งอาหาร ประกันผลผลิต จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ติดปลอกคอและใช้รั้วรังผึ้ง เนื่องจากมีแนวโน้มกระจายเพิ่มขึ้นระหว่างปี พ.ศ.2543 – 2564 จากการตั้งกล้องจำนวน 1,530 คืน พบช้างป่า 13 พื้นที่จาก 51 พื้นที่ จำนวน 94 ตัว มีอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย1:1.14 เพศเมียต่อลูกอ่อน 1:0.5 อัตราการเพิ่ม 1:0.84 ร้อยละความหนาแน่น 26.05 ร้อยละการกระจาย 33.33 การกระจายสัมพันธ์กับระยะทางจากแหล่งน้ำและระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทำกิจกรรมตั้งแต่เวลา 17.00-08.00 น. และเพิ่มสูงสุดที่ 23.00 น.ช่วงฤดูแล้งพบหย่อมถิ่นที่อยู่อาศัย 3,552 หย่อม พื้นที่ 5,136.95 ตร.กม. หย่อมรองรับประชากร 253 หย่อม ผสมพันธุ์ 8 หย่อม การใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น ๆ 253 หย่อม ช่วงฤดูฝนพบ 1,961 หย่อมพื้นที่ 3,850.86ตร.กม. รองรับประชากร 223 หย่อม ผสมพันธุ์ 33 หย่อมการใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น ๆ 1,705 หย่อม มีหย่อมที่สำคัญ 8 หย่อม ฤดูแล้งมีแนวเชื่อมต่อที่เหมาะสม 16 แนว ฤดูฝนมี 15 แนว ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม พืชยืนต้น ป่าดิบชื้น และป่าผลัดใบไม่พบการปนเปื้อนของสารฆ่าแมลงในกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในพืชอาหารหลัก 10 ชนิด เครื่องมือเตือนภัยที่ทำงานได้ดีและอยู่ระหว่างพัฒนาประสิทธิภาพต่อไป

    การนำไปใช้ประโยชน์

    ภาครัฐ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    ชุมชน: ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า

    มีผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติ Use of Human Dominated Landscape as Connectivity Corridors among Fragmented Habitats for Wild Asian Elephants (Elephas maximus) in the Eastern Part of Thailand.Diversity 2023;15(1):6.https://doi.org/10.3390/d15010006

    ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์

    เป็นการนำปัญหาที่พบในชุมชนมาทำการวิจัยด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อให้ทราบแนวทางในการจัดการปัญหาที่ยั่งยืนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่ศึกษา พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดผลกระทบให้กับชุมชนในพื้นที่ศึกษาและพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบในรูปแบบที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน ซึ่งแตกต่างจากโครงการอื่น ๆ ที่เป็นการศึกษาปัญหาและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งอาจไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของชุมชนในพื้นที่ส่งผลให้การแก้ปัญหาจากโครงการวิจัยไม่ยั่งยืน

    ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก

    ระดับชุมชน

    จากผลการศึกษาสามารถลดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและช้างป่าได้ รวมถึงการใช้เครื่องมือเตือนภัยที่เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงจากการสูญเสียผลผลิต ทรัพย์สิน และชีวิตของชุมชนในพื้นที่ซ้อนทับ และลดหากมีการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากโครงการฯ ไปใช้จริงในพื้นที่

    ระดับประเทศ

    ผลการศึกษาและนวัตกรรมที่ได้จากโครงการฯ สามารถนำไปต่อยอดและใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันในระดับประเทศ

    ระดับโลก

    ผลจากการวิจัยสามารถตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติ ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถเรียนรู้ปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาจากโครงการฯ โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และช้างป่า (Human – elephant conflicts; HEC) ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาคในโลก

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    15

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

     

    11

    Key Message

    การลดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและช้างป่าด้วยแผนที่ความเสี่ยงเพื่อการตัดสินในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตของชุมชน การจัดการประชากรช้างป่า และการพัฒนานวัตกรรมการเตือนภัยเพื่อลดการสูญเสียชีวิตอย่างยั่งยืน

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

     

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    อัลบั้มภาพ

     

    Partners/Stakeholders

    กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    กรมป่าไม้

    ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย

    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต)

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาช้างป่าทั้งระดับชุมชน อำเภอ จังหวัด และประเทศ

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    15.2.1, 15.3.5

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    เครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน

    Internal Household Organic Waste Digester

    แหล่งทุน

    -

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    บริษัท เอ็นไวสมาร์ทเทค จำกัด

    ผู้ดำเนินการหลัก

    ดร.นรินทร์ บุญตานนท์

    ผู้ดำเนินการร่วม

    -

    คำอธิบาย

    หลักการทำงานโดยการเติมอากาศในระหว่างการย่อยสลาย เพื่อเร่งการย่อยสลายของจุลินทรีย์ โดยสามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

    ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะปัญหาด้านการจัดการขยะอินทรีย์ทั้งแบบเหลือทำและเหลือทานที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของปริมาณขยะมูลฝอยจากครัวเรือน ชุมชน และสถานประกอบการ ในจำนวนนี้มีขยะอินทรีย์จำนวนมากถูกทิ้งปะปนกับขยะประเภทอื่นๆ ทำให้การจัดการขยะในภาพรวมไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลกระทบทั้งต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน (อนุสิทธิบัตร เลขที่ 7860) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะ ณ ต้นทาง เพื่อลดปริมาณของเสียประเภทอาหาร และของเสียที่ต้องนำไปยังหลุมฝังกลบ อีกทั้งยังเป็นการลดภาระและงบประมาณในการจัดการของส่วนกลาง เพื่อมุ่งสู่วัฒนาธรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน อีกทั้งการจัดการขยะอินทรีย์ที่ต้นกำเนิดโดยเฉพาะอาหารที่เหลือทิ้งและเศษอาหารจากการเตรียมจากบ้านเรือนจะทำให้สัดส่วนของขยะอินทรีย์ปนเปื้อนเข้าไปสู่ระบบการรวบรวมและจัดการขยะของส่วนกลางหรือเทศบาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    การดำเนินการ

    เครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือนมีหลักการทำงาน โดยมีการเติมอากาศในระหว่างการย่อยสลาย เพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้อากาศให้มากเกินพอ และเป็นการลดความร้อนในระบบ ทำให้เกิดการถ่ายเทอากาศในระบบ และยังมีระบบการกวนผสมระหว่างขยะอินทรีย์ และ bulking agent ตลอดระยะเวลาการย่อยสลายเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างจุลินทรีย์กับbulking agents ส่งผลให้การกำจัดขยะอินทรีย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ภายในระยะเวลา48 ชั่วโมง โดยเครื่องนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ประชาชน และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะอินทรีย์ ณ ต้นทาง และส่งผลดีต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมต่อไป

    โดยเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน สามารถทำงานได้โดย นำขยะอินทรีย์ที่ผ่านการกรองเอาน้ำออกบางส่วนแล้วเข้าเครื่องโดยผ่านทางฝาเปิดเพื่อนำขยะเข้าซึ่งจะอยู่บริเวณด้านบนของเครื่อง บริเวณกึ่งกลางภายในตัวเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือนจะมีแกนหมุนที่ซึ่งมีแกนสำหรับกวนผสมยึดติดอยู่ โดยแกนหมุนจะทำงานได้โดยได้กำลังมาจากมอเตอร์ ทำหน้าที่กวนเพื่อให้ขยะผสมกับวัสดุที่ใช้เพื่อให้จุลินทรีย์ยึดเกาะ ที่ซึ่งสามารถเลือกได้จาก ส่วนผสมของขี้เลื่อย และมีการเติมอากาศโดยใช้ปั๊มลมขนาดเล็กต่อท่อผ่านไปยังแกนหมุนที่มีลักษณะเป็นท่อกลวง โดยอากาศจะถูกเติมเข้าไปในระบบผ่านทางปลายท่อเพื่อช่วยทำให้เกิดการเติมอากาศขณะการย่อยสลาย ทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถนำขยะที่ผ่านการย่อยสลายแล้วออกทางฝาเปิดด้านบน โดยตัวเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือนสามารถติดตั้งในตำแหน่งพื้นที่ร่มและอากาศถ่ายเทสะดวก

    ผลการดำเนินงาน

    ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้มีการผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท เอ็นไวสมาร์ทเทค จำกัด ซึ่งเริ่มผลิตและจำหน่ายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันจำหน่ายไปแล้วกว่า200 เครื่อง โดยมีการจำหน่ายให้กับกลุ่มครัวเรือน ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร ที่พักอาศัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน วัด รวมถึงสถานศึกษาที่สนใจ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะประเภทอื่นๆ ที่สามารถรีไซเคิลได้ โดยการเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นวัสดุปลูกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ซึ่งเป็นการลดปริมาณขยะที่จะถูกลำเลียงไปยังหลุมฝังกลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     

    การนำไปใช้ประโยชน์

    ปัจจุบันทาง บริษัท เอ็นไวสมาร์ทเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายเครื่องย่อยขยะอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ ได้ทำการผลิตเครื่องย่อยขยะอินทรีย์ออกมาหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและข้อจำกัดด้านพื้นที่ของผู้บริโภค ซึ่งประกอบด้วย เครื่องย่อยขยะอินทรีย์ขนาด 20, 35, 60 และ120 ลิตร

    จากข้อมูลการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สามารถสรุปกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจในการนำเครื่องย่อยขยะอินทรีย์ไปใช้เพื่อจัดการขยะอินทรีย์ ดังนี้

    - ครัวเรือน: สำหรับภาคครัวเรือนได้ให้ความสนใจในการนำเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ไปใช้ในการจัดการขยะเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริโภคไม่เพียงแต่จะสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังได้ผลพลอยได้เป็นวัสดุปลูกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ด้วยเช่นกัน

    - หน่วยงานภาครัฐ: องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร, องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา, ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี, วัดถ้ำกระบอก, ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา โดยทางหน่วยงานภาครัฐได้มีการนำไปใช้ภายในหน่วยงาน และมีการจัดฝึกอบรมการประกอบเครื่องเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม และได้นำไปใช้งานเพื่อให้เกิดการจัดการขยะอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    - สถานศึกษา: สถานศึกษาได้ให้ความสนใจในการนำเครื่องย่อยขยะอินทรีย์ไปใช้ในการจัดการกับขยะเศษอาหารที่เหลือทิ้งจากการรับประทานอาหารของโรงอาหารส่วนกลาง ไม่เพียงแต่จะสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับทั้งครูและนักเรียน ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ การเปลี่ยนรูปขยะให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้

    - สถานประกอบการประเภทร้านอาหาร: สถานประกอบการประเภทร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆของประเทศไทย ได้ให้ความสนใจในการนำเครื่องย่อยขยะอินทรีย์ไปใช้ในการจัดการขยะอินทรีย์ที่ขยะอินทรีย์หลักๆมาจากกระบวนการเตรียมอาหาร เพื่อสามารถเปลี่ยนรูปขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นวัสดุปลูก หรือธาตุอาหารให้กับพืชได้ด้วยเช่นกัน

    ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์

    โครงการเครื่องย่อยขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน เป็นการออกแบบกระบวนการย่อยสลายโดยเลียนแบบการย่อยสลายในธรรมชาติ และอาศัยกระบวนการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่ใช้อากาศ ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นการเร่งปฏิกิริยาการย่อยตามธรรมชาติ โดยการเติมอากาศเพื่อให้สามารถย่อยสลายได้ในระยเวลาภายใน 48 ชั่วโมง

    ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก

    เครื่องกำจัดขยะอินทรีย์เป็นการส่งเสริมให้เกิดการคัดแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะประเภทอื่นๆ ได้ตั้งแต่ต้นทาง และสามารถกำจัดอย่างถูกวิธี อีกทั้งยังได้ผลพลอยได้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ซึ่งการแยกขยะและกำจัดอย่างถูกวิธีเป็นการลดปริมาณขยะที่จะถูกขนส่งไปยังแหล่งฝังกลบ สามารถลดการปนเปื้อนของน้ำชะขยะลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน และแหล่งธรรมชาติ ลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิต หากทุกครัวเรือนให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะ และกำจัดอย่างถูกวิธี ก็จะสามารถลดปริมาณขยะ ลดการเผาไหม้ และลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งแวดล้อมค่อยๆเกิดการฟื้นฟู ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งชุมชน และโลกในระยะยาว

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    SDG 12

    12.3 ลดขยะเศษอาหารของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารจากระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี2573

    12.5 ลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดปริมาณ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ภายในปี2573

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

     

    6.3 ปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยการลดมลพิษ ขจัดการทิ้งขยะและลดการปล่อยสารเคมีอันตรายและวัตถุอันตราย ลดสัดส่วนน้ำเสียที่ไม่ผ่านกระบวนการลงครึ่งหนึ่ง และเพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่และการใช้ซ้ำที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนทั่วโลก ภายในปี2573

    12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี2573

    รูปภาพประกอบ

    รูปหน้าปก

     

    รูปหน้ารายละเอียด

     

    Key Message

     

    “การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการคัดแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะประเภทอื่นๆตั้งแต่ต้นทาง และการกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะที่จะถูกฝังกลบ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

     

    https://www.youtube.com/watch?v=tAjl9vn8Amk&t=5s

     

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    อัลบั้มภาพ

     

    Partners/Stakeholders

    -

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    -

  • 14 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 11.30 น. รศ.ดร.สุระ พัฒนเกียรติ คณบดี ให้การต้อนรับ Assoc. Prof. Dr. Peter Davies, Department of Earth and Environmental Sciences, Macquarie University, เครือรัฐออสเตรเลีย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ พร้อมหารือในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะกับ Department of Earth and Environmental Sciences, Macquarie University ที่เกี่ยวข้องกับการหาทุนสนับสนุนการวิจัยร่วมและการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงนักวิจัยในระดับคณะ รวมถึงการแต่งตั้งและแลกเปลี่ยนศาสตราจารย์วุฒิคุณและศาสตราจารย์อาคันตุกะ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านการวิจัยและบริการวิชาการและความร่วมมืออื่นๆ ในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ โดยมี รศ.ดร.นาฎสุดา ภูมิจำนงค์ ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) รศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนโยบาย แผน และการจัดการความรู้ ผศ. ดร. สุกัญญา เสรีนนท์ชัย อาจารย์ประจำหลักสูตรฯ คุณนิตยา โพธิ์นอก นักศึกษาในหลักสูตรฯ และ Dr. Thomas Neal Stewart ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุม 4 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

  • 15 ธันวาคม 2566 เวลา 09.00 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ เป็นผู้แทนคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ เข้าร่วมงานครบรอบ 54 ปี วันคล้ายวันสถาปนาคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ พร้อมสมทบบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ณ ห้องกันภัยมหิดล อาคารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

  • ภาพบรรยากาศกิจกรรมภายใต้ “โครงการอบรมพัฒนานักศึกษา ด้วยการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (Transformative Learning)” สัปดาห์ที่ 3 และ 4

    โดยมี อาจารย์ สัญชัย สูติพันธ์วิหาร เป็นวิทยากรบรรยายและนำกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาได้เรียนรู้ทำความรู้จักตนเอง มีการคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เรียนรู้ทำความรู้จักผู้อื่น มีทักษะการสื่อสาร (Communication) ให้นักศึกษาสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือทำงานเป็นทีม (Collaboration) ให้นักศึกษาตระหนักเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ และมีแรงบันดาลในใจการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยมี นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมรองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เล็ก มอญเจริญ อาคารสิ่งแวดล้อมพัฒนดล คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

  • 30 มกราคม 2566 เวลา 08.30 น. บุคลากรคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้การต้อนรับคณะกรรมการตรวจประเมินระบบมาตรฐานสากลการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 และ ระบบมาตรฐานสากลอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001:2018 จากหน่วยงานภายนอก ณ ห้องประชุมเทพนมเมืองแมน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    การพัฒนาการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองโดยใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลขนาดเล็ก

    Development on particulate matter based on small data logger

    อยู่ระหว่างยื่นขอจดอนุสิทธิบัตร “อุปกรณ์วัดความหนาแน่นฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5”

    แหล่งทุน

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    -

    ผู้ดำเนินการหลัก

    นายวรงค์  บุญเชิดชู

    ผู้ดำเนินการร่วม

    -

    คำอธิบาย

    ความต้องการอุปกรณ์วัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มาสนับสนุนการติดตามระดับความหนาแน่นฝุ่นละอองฯ ในพื้นที่ที่ห่างไกลจุดตรวจวัดที่รับรองโดยกรมควบคุมมลพิษที่มีระยะมากกว่า3 กิโลเมตรขึ้นไป ส่งผลให้การวัดความหนาแน่นฝุ่นPM2.5 มีความถูกต้องลดลงตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น หรือการตรวจวัดที่มีสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนของสิ่งปลูกสร้าง หรือสภาพภูมิประเทศ หรือมีจำนวนจุดวัดน้อยและไม่ครอบคลุมพื้นที่ จึงทำให้ต้องพัฒนาอุปกรณ์วัดความหนาแน่นฝุ่นที่ให้ผลได้ใกล้เคียงกับสถานีตรวจวัดที่ผ่านการรับรองจากกรมควบคุมมลพิษ และสามารถสร้างได้เป็นจำนวนมากในราคาที่มีต้นทุนต่ำ สร้างง่าย และให้ผลการวัดที่ใกล้เคียงกับแนวโน้มการเปลี่ยนความหนาแน่นของสถานีวัดฯ

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

     

    วัตถุประสงค์
        การพัฒนาสร้างอุปกรณ์วัดความหนาแน่นฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 มีโครงสร้างอุปกรณ์ไม่ซับซ้อน ซ่อมแซมง่าย สามารถใช้ทำงานได้ในระยะเวลานานในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงและทำงานภายใต้อุณหภูมิที่มีความแตกต่างระหว่างวันสูงและทำงานตลอด24 ชั่วโมง มีต้นทุนในการสร้างต่ำและติดตั้งได้รวดเร็ว เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ผ่านการวิเคราะห์แบบInterpolated เพื่อหาค่าเฉลี่ยระหว่างจุดวัดที่ใช้อุปกรณ์นี้ เช่นกรณีที่รถตรวจคุณภาพอากาศมี1 หน่วย จึงไม่อาจสะท้อนข้อมูลความเป็นจริงของพื้นที่ตรวจวัดได้ถูกต้อง จึงต้องใช้อุปกรณ์วัดฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 ในการเสริมจุดการวัดความหนาแน่นฝุ่นPM2.5 ให้ครอบคลุมพื้นที่ด้วยอุปกรณ์วัด ฯ ที่พัฒนาในจำนวนมากขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องเชิงพื้นที่สูงขึ้น และสะท้อนสภาพความเป็นจริงได้ใกล้เคียงของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

    การดำเนินการ

        สถานีวัดความหนาแน่นฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 ที่สร้างขึ้นนี้มีประสิทธิภาพการทำงานที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยการปรับค่าความคลาดเคลื่อนของการวัดด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์และการปรับปรุงในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่นำมาใช้ โดยให้ค่าความคลาดเคลื่อนในการวัดฝุ่นละอองPM2.5 มีค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงอยู่ที่± 8.3 µg/cu.m สำหรับระดับฝุ่นไม่เกิน150 µg/cu.m, R2 = 0.93 เมื่อเปรียบเทียบกับผลจากรถตรวจวัดคุณภาพอากาศ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ประจำอยู่ที่มหาลัยมหิดล ศาลายา ระหว่าง ก..  – มี.. 62 มีจำนวนข้อมูลเฉลี่ยรายชั่วโมง582 ชุด

        เซอร์เซ็นวัดความหนาแน่นฝุ่นถูกเลือกมาจากการทดสอบความแม่นยำในการทำงานโดยใช้CV วิเคราะห์ ผลที่ได้คือPlantTower PMS5003 มีความแตกต่างของCV ระหว่างตัวทดสอบจำนวน2 ตัว มีค่าน้อยว่า0.5% แสดงให้เห็นว่ามีความแม่นยำในการผลิตในระดับสูง และสามารถนำเอามาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับแก้ใด ๆ  ในการทดแทนเมื่อเซอร์เซ็นชำรุด นอกจากนี้ยังพบว่าอิทธิพลของความชื้นสัมพัทธ์ในระดับที่เกิดสภาวะเป็นไอน้ำในอากาศก็มีผลต่อเซ็นเซอร์ด้วย จากการวิเคราะห์ค่าMAE ระหว่างเซ็นเซอร์และเครื่องมือFEM แสดงให้เห็นว่าก่อนและหลังใช้โมเดลHydroscopic growth rated with one parameter เพื่อวิเคราะห์เชิงย้อนกลับของอิทธิพลของน้ำในอากาศในรูปแบบของอัตราส่วนสามารถทำให้ค่าMAE ลดลงได้ถึง34% ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนน้อยลงของการตรวจวัดภายใต้ความชื้นในอากาศที่อยู่ในระดับสูงได้

       ต่อมาจึงนำมาวิเคราะห์การถดถอยแบบไม่เชิงเส้นชนิดดีกรีลำดับที่สี่หรือQuartic function  เนื่องจากความสามารถรองรับจำนวนจุดตัดของกราฟบนแกนx ที่เป็นตัวแทนของข้อมูลจากเครื่องมือFEM ใน1 ช่วงเวลาหนึ่งถึง4 จุด และรองรับจุดวิกฤติได้ถึง3 จุด ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเซ็นเซอร์PMS5003 เมื่อนำเอาข้อมูลความหนาแน่นฝุ่นPM2.5 เฉลี่ยรายชั่วโมงเปรียบเทียบกับเครื่องมือFEM พบว่า ประสิทธิภาพของวิเคราะห์การถดถอยแบบไม่เชิงเส้นชนิดดีกรีลำดับที่สี่ให้ผลลัพธ์RMSE = 8.3 โดยR2 = 0.93 เปรียบเทียบกับการใช้การวิเคราะห์ถดถอยแบบเชิงเส้นให้ค่าRMSE = 12.8 โดยR2 = 0.92

        เพื่อให้มีการนำเอาข้อมูลไปใช้ควบคู่กับข้อมูลของรถตรวจอากาศได้เร็วขึ้นจึงได้นำเอาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท2G ใช้เป็นช่องทางในการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศของคณะสิ่งแวดล้อม ฯ และสามารถส่งออกข้อมูลออกข้อมูลผ่านเว็บไซด์

    https://en.mahidol.ac.th/enair/service

    การนำไปใช้งาน

        คณะได้ดำเนินการทดสอบการติดตั้งและการปรับแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการคาดการณ์ในห้องทดลองและพื้นที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม ในพื้นที่จังหวัดลำปาง จำนวน13 จุด และที่กาญจนบุรี จำนวน2 จุด จากการติดตั้งพบว่าข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์มีความสมบรูณ์ประมาณ75-80% จากความถี่การส่งข้อมูลทุกๆ20 นาที มีอุปกรณ์บางตัวหยุดทำงานเป็นช่วงๆ หรือบางตัวเซ็นเซอร์วัดความหนาแน่นฝุ่นทำงานผิดพลาด เป็นต้น

    จังหวัดลำปาง

        โดยสถานที่ติดตั้งทางคณะได้เลือกเป็นสถานที่ราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นหลักเนื่องจากเป็นที่ชุมชน และมีความเสี่ยงในการสัมผัสฝุ่นสูงกว่าสถานที่อื่นๆ

    จังหวัดกาญจนบุรี

    โครงการนี้แตกต่าง และมีเอกลักษณ์จากคนอื่นอย่างไร

        เป็นการสร้างโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนการวัดของอุปกรณ์วัดความหนาแน่นฝุ่นระดับPM2.5 ที่พัฒนาขึ้นมีความแตกต่างจากการอุปกรณ์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีปรับแก้ค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ที่แบ่งตามระดับความชื้นสัมพัทธ์ในช่วงที่กำหนด และประมาณค่าจากการใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นด้วยการเพิ่มปัจจัยระดับความชื้นสัมพัทธ์เข้าไปในการวิเคราะห์ ซึ่งแตกต่างจากวิธีที่พัฒนาขึ้น โดยใช้โมเดลคณิตศาสตร์คำนวณความหนาแน่นฝุ่นจากอัตราขยายตัวของมวลฝุ่นละอองที่ทำให้ความหนาแน่นฝุ่นเพิ่มมากกว่าที่ควรจากการดูดซึมความชื้นในอากาศเข้าไป และเมื่อใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ถดถอยแบบไม่เชิงเส้นแบบดีกรีสี่ ทำให้ค่าคาดการณ์ที่วัดได้มีความใกล้เคียงกว่าการใช้วิเคราะห์ถดถอยแบบเชิงเส้น โดยมีผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับเครื่องวัดฯBAM1020 ซึ่งผลทดสอบให้ค่าR2 > 92% และค่าRMSE ~8.3 µg/cu.m ในระดับความชื้นฯ40-95%

    ส่งผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก อย่างไร

    มีความตื่นตัวในเรื่องของฝุ่นละอองขนาด PM2.5 ที่มากับปัญหาสุขภาพในระยะยาว

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    11

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

    3, 13

    รูปภาพประกอบ

    รูปหน้าปก

     

    รูปหน้ารายละเอียด

     

    Key Message

     

    การพัฒนาอุปกรณ์วัดความหนาแน่นฝุ่น PM2.5 ต้นทุนต่ำ มีความถูกต้องสูง และสามารถผลิตเป็นจำนวนมากได้ จะช่วยให้มีเกิดความสนใจภัยที่มากับฝุ่นPM2.5 ซึ่งใช้ระยะเวลานานในการแสดงอาการ ในการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความเสี่ยงจากPM2.5

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

    -

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    ยุทธศาสตร์ 3 Policy Advocacy and Leaders in Professional / Academic Services

    อัลบั้มภาพ

     

    Partners/Stakeholders

    -

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    13.3.4

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    การผลิตไฮโดรเจนและมีเทนจากการหมักย่อยร่วมระหว่างน้ำกากส่าและกากยีสต์ Hydrogen and methane production from co-digested of molasses and brewer’s yeast cells

    สารผสมสำหรับการผลิตไฮเทน อนุสิทธิบัตรเลขที่ 20002

    แหล่งทุน

    งบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยมหิดล

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    -

    ผู้ดำเนินการหลัก

    ผศ.ดร.สุรีย์วัลย์ สิทธิจันดา

    ผู้ดำเนินการร่วม

    คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    คำอธิบาย

    การพัฒนาสูตรผสมระหว่างน้ำกากส่าและกากยีสต์สำหรับการผลิตไฮโดรเจนและมีเทน โดยมีการใช้เถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าเป็นตัวควบคุมการเปลี่ยนแปลงพีเอช (pH) ของระบบการหมัก

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

    ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมต่างๆ กระแสการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศมีเพิ่มมากขึ้น  ประเทศไทยสามารถผลิตได้ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ แต่ ณ ปัจจุบันการผลิตพลังงานชีวภาพนั้นจะมุ่งเน้นไปในทิศทางการผลิตโดยใช้วัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรและวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจากเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่าเพราะได้ทั้งกำจัดของเหลือทิ้งและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือทิ้งดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะนำวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานชีวภาพ คือ ไฮโดรเจนและมีเทน ไฮโดรเจนมีค่าพลังงานสูงกว่าไฮโดรคาร์บอนถึง 2.75 เท่า (142.35 กิโลจูล/กรัม) เป็นแหล่งพลังงานสะอาดและมีแนวโน้มในการนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงแทนน้ำมันปิโตรเลียมในอนาคตอันใกล้ ขณะที่มีเทนเป็นแหล่งพลังงานที่ให้ค่าความร้อนสูงถึง 21,000 กิโลจูล/ม3 ดังนั้นจึงนำมาใช้ประโยชน์ในรูปของพลังงานได้ เช่น นำไปเผาไหม้เพื่อใช้ประโยชน์จากความร้อนโดยตรง หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับขับเคลื่อนเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้า และปัจจุบันเทคโนโลยีการใช้มีเทนเป็นแหล่งพลังงานทดแทนมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ การนำไฮโดรเจนและมีเทนมาผสมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ให้กับเครื่องยนต์ และช่วยลดการปลดปล่อยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนให้น้อยลงกว่า 50% ก๊าซผสมระหว่างไฮโดรเจนและมีเทน เรียกว่า ไฮเทน ซึ่งเป็นก๊าซเชื้อเพลิงที่กำลังได้รับความสนใจและกำลังถูกใช้เชิงพาณิชย์ในแถบประเทศอเมริกาและอินเดีย

     

    น้ำกากส่าเป็นของเสียเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตเอทานอล  โดยโรงงานผลิตเอทานอลในประเทศไทยส่วนมากจะใช้กากน้ำตาลหรือ molasses เป็นวัตถุดิบเริ่มต้นและเมื่อผ่านกระบวนการกลั่นจะได้ของเสียที่เรียกว่า น้ำกากส่า ซึ่งน้ำกากส่าจะมีปริมาณสารอินทรีย์ค่อนข้างสูง น้ำกากส่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเช่น นำมาราดถนนลูกรังเพื่อลดฝุ่น นำมาเลี้ยงปลาและเลี้ยงจุลินทรีย์เพื่อผลิตโปรตีนเซลล์เดียว ใช้ในรูปของปุ๋ย ปุ๋ยหมัก และผลิตก๊าซมีเทน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามจากกำลังการผลิตเอทานอลต่อวันของแต่ละโรงงานทำให้ยังคงมีปริมาณน้ำกากส่าเหลือทิ้งค่อนข้างมาก ดังนั้นการนำน้ำกากส่ามาใช้ประโยชน์เพิ่มเติม ยังคงมีความจำเป็นทั้งนี้เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นและเพิ่มมูลค่าให้กับของเสียเหลือทิ้ง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำน้ำกากส่ามาใช้เป็นสับสเตรทตั้งต้นในการผลิตพลังงานทดแทนได้แก่ ไฮโดรเจนและมีเทน โดยใช้กระบวนการหมักแบบต่อเนื่องในถังปฏิกรณ์ชีวภาพแบบสองขั้นตอนเพื่อผลิตไฮโดรเจนและมีเทน

    ผลการดำเนินงาน

    ทางโครงการได้พัฒนาต่อยอดโครงการ โดยนำสูตรผสมดังกล่าวไปใช้ในการผลิตไฮโดรเจนและมีเทนในระดับขยายขนาดในถังปฏิกรณ์ชีวภาพ จนได้ระบบการผลิตระดับต้นแบบห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งนำน้ำเสียที่เหลือทิ้งจากต้นแบบดังกล่าวจากการผลิตไปต่อยอดผลิตเป็นปุ๋ยอัดเม็ด

    การนำไปใช้ประโยชน์

    นักวิจัยหลักและผู้ร่วมวิจัยของโครงการได้ใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษา โดยอาจารย์ ดร.ชัชวินทร์ นวลศรี ณ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ได้ทดสอบสาธิตในการเรียนการสอน

    ผลงานตีพิมพ์

    Nualsri, C., Phasukarratchai, N., Sreela-or, C., Sittijunda, S. 2020.Optimum hydraulic retention time for dark-fermentative hydrogen production from co-digestion of vinasse and dried spent yeast. The Journal of Applied Science Vol. 19 No. 2: 101-115.

    ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์

    โครงการนี้มีการใช้เถ้าลอยซึ่งเป็นของเสียเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้ามาใช้เป็นตัวควบคุมการเปลี่ยนแปลงพีเอช และพบว่าสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงพีเอชได้เป็นอย่างดีในขั้นตอนการผลิตไฮโดรเจนที่มีการสร้างกรดไขมันระเหยง่ายสะสมค่อนข้างเยอะ

    ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก

    เป็นแนวทางส่งเสริมให้มีการหันมาผลิตและใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ อีกทั้ง  ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงานผลิตเอทานอล และโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรงไฟฟ้า สามารถกำจัดของเสียเหลือทิ้งทั้งน้ำกากส่าและกากเซลล์ยีสต์ พร้อมทั้งเถ้าลอยที่เกิดขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัด และยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้กับของเสียดังกล่าวด้วย และเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการผลิตไฮเทนจากของเสียดังกล่าวให้กับโรงงานต่างๆ

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    7

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

    12

    รูปภาพประกอบ

    รูปหน้าปก

     

    รูปหน้ารายละเอียด

     

    Key Message

    การใช้พลังงานทางเลือกเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาภาวะโลกร้อน

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

    http://www.thai-explore.net/search?searchIndex=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%

    E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%

    E0%B8%A2%E0%B9%8C%20%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%

    B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2&option=author

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    อัลบั้มภาพ

     

    Partners/Stakeholders

     

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    7.4.3

  • 17 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 น. รศ.ดร.สุระ พัฒนเกียรติ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดโครงการ “MU-NU Spring Training Program 2023” ณ ห้องประชุมนาทตัณฑวิรุฬห์ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ - 22 มีนาคม 2566 โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Faculty of Environmental Science, Nagasaki University ประเทศญี่ปุ่น และนักศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (หลักสูตรนานาชาติ) ของคณะ ภายใต้การกำกับดูแลโดย ผศ.ดร.อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน ประธานโครงการ และอาจารย์ประจำคณะ ร่วมด้วย Prof. Dr. Hideki NAKAYAMA จาก Nagasaki University ประเทศญี่ปุ่น
    โครงการ MU-NU Spring Training Program เป็นหนึ่งในความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล และ Faculty of Environmental Science, Nagasaki University ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างกันในแต่ละปี จัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ พร้อมทั้งเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ภายนอกห้องเรียน โดยใช้หลักการ Learning by Doing ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งทางด้านวิชาการ การทำงานเป็นหมู่คณะ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    การศึกษา และวิเคราะห์เชิงระบบของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ที่มีผลต่อการหนุนเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG

    Investigating and Systematically Analyzing the Effects of Eco-Industry on BCG Economy Model

    แหล่งทุน

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัย มหิดล

    ผู้ดำเนินการหลัก

    รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต

    ผู้ดำเนินการร่วม

    รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

    ดร.ภาณุวัฒน์ ประเสริฐพงษ์

    คำอธิบาย

    การพัฒนาข้อเสนอแนะแก่ระบบสนับสนุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมที่มีผลต่อการหนุนเสริมการขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมตามกรอบยุทธศาสตร์โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่การวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวกับแผนการด้านBCG ของประเทศไทยด้วยเทคนิคการจับกลุ่มคำ ลาเทนต์ ดิลิชเลท์ อัลโลเคชั่น (LDA) การวิเคราะห์งานวิจัยด้านBCG ในระดับประเทศไทยและระดับโลกด้วยวิธีวิเคราะห์บรรณมิติ (Bibliometric Analysis) และการพัฒนาโมเดลข้อเสนอแนะด้วยการสัมภาษณ์แบบกลุ่มและการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธีQ-Methodology

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

    ความสำคัญ

    ผลจากที่ประเทศไทยใช้ทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดของเหลือทิ้งที่สร้างมลพิษ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ จึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา อีกทั้งยังไม่สามารถสร้างมูลค่าให้กับทรัพยากรได้เต็มศักยภาพ เกิดการพัฒนาแบบกระจุกตัว และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคส่วนต่างๆ  ปัจจุบันรัฐบาลจึงได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy :BCG Model) พ.ศ.2564-2569 พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจBCG เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจที่พัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศไทย การหนุนเสริมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตามกรอบแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ จำเป็นต้องมีกรอบแผนยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมงานวิจัยให้มีบทบาทในการหนุนเสริม และต่อยอดการขับเคลื่อนตามกรอบยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยง สอดคล้อง เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การเติบโตบนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

     

    การศึกษานี้เป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลสถานภาพ และข้อมูลเชิงลึกของการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ และการขับเคลื่อนประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมตามหลักวิชาการ ข้อมูลแนวทางตามกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนยุทธศาตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลBCG รวมถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเน้นหลักการของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผสานกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งเป้าหมายสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อันจะนำสู่ผลลัพธ์ของข้อเสนอแนะที่จะเป็นส่วนหนุนเสริมให้เกิดจุดคานงัดในการผลักดัน และมีผลต่อการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์การสนับสนุนทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันภาคอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อขับเคลื่อนตามกรอบยุทธศาสตร์โมเดลBCG ทั้งนี้ได้ทำการศึกษาทั้งในกรอบภาพใหญ่ของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายตามกรอบยุทธศาสตร์โมเดลBCG และกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และปิโตรเคมีที่กำหนดเป็นโมเดลในการศึกษาเชิงลึก

     

    วัตถุประสงค์โครงการ

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะแก่ระบบสนับสนุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมที่มีผลต่อการหนุนเสริมการขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมตามกรอบยุทธศาสตร์โมเดลเศรษฐกิจ BCG คณะผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ได้แก่การวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวกับแผนการด้านBCG ของประเทศไทยด้วยเทคนิคการจับกลุ่มคำ ลาเทนต์ ดิลิชเลท์ อัลโลเคชั่น (LDA) การวิเคราะห์งานวิจัยด้านBCG ในระดับประเทศไทยและระดับโลกด้วยวิธีวิเคราะห์บรรณมิติ (Bibliometric Analysis) และการพัฒนาโมเดลข้อเสนอแนะด้วยการสัมภาษณ์แบบกลุ่มและการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธีQ-Methodology

     

    ผลการดำเนินงาน

    ผลการวิเคราะห์เอกสารด้วย LDA พบว่ามีประเด็นหลักรวม 13 หัวข้อจากเอกสารที่เกี่ยวกับแผนการด้านBCG โดยประเด็นสำคัญที่เป็นหัวข้อที่พบมากในแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ได้แก่การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) และนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งนับเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจBCG ผลการวิเคราะห์บรรณมิติพบว่างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับBCG ของประเทศไทยมีความกระจุกตัวอยู่ในบางหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเท่านั้น ข้อเสนอแนะคือควรมีงานวิจัยสหวิทยาการข้ามศาสตร์ และงานวิจัยที่เริ่มจากการตั้งโจทย์จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เป็นต้น ผลการพัฒนาโมเดลข้อเสนอแนะด้วยการสัมภาษณ์แบบกลุ่มและการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยQ-Methodology สรุปว่าประเทศไทยสามารถใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจBCG รวม 4 รูปแบบ (Models) ได้แก่ (1) การมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (2) การสร้างมาตรการส่งเสริม และแรงจูงใจ อย่างมีประสิทธิภาพ (3) การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนารากฐานงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม และ (4) การสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม

     

    The objective of this research is to develop suggestions for a science, research and innovation system that supports industrial advancement according to the BCG economy model. This research incorporated a mixed-method including an analysis of Thailand’s BCG-related documents using an unsupervised machine learning - topic modelling - algorithm called latent Dirichlet allocation (LDA), an analysis of research on the Thai and international levels using a bibliometric analysis method, and a development of suggestion models using inductive qualitative interviews and Q-methodology factor analysis.

     

    The results of LDA found that there are 13main topics that were discussed in BCG-related documents. The two most frequently found topics in the Action Plan - “collaboration” and “innovation” - are the key factors driving the BCG economy model. The bibliometric analysis found that Thailand’s BCG-related research often concentrates on a few technology-related topics. Suggestions include a more emphasis on multidisciplinary research and research that is initiated by other key stakeholders. Further, this research used Q-methodology to suggest four models for a science, research and innovation system of Thailand. The four models are (1)sustainable innovation acceleration, (2)efficient incentive programs, (3)collaborative research infrastructure, and (4)decentralized inclusive support.

     

    การนำไปใช้ประโยชน์

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้นำผลการวิจัยไปจัดทำนโยบายและกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนโมเดล BCG ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม (ววน.)

     

    ผลงานตีพิมพ์

    อยู่ระหว่างการพัฒนาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ

    ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากโครงการอื่น

     

    ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก

    ผลกระทบในระดับประเทศ การบูรณาการข้อมูลทำให้เห็นถึงสถานภาพของการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ภายในประเทศที่ผ่านมาและการขับเคลื่อนประเทศตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของภาคส่วนต่างๆและเชื่อมโยงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อเสนอแนะเชิงบริหารจัดการ ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ด้านงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมตามโมเดลเศรษฐกิจBCG

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    9

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

    8

    รูปหน้าปก

    รูปหน้ารายละเอียด

    Key Message

     

    ข้อเสนอแนะเชิงบริหารจัดการและการพัฒนาระบบนิเวศที่มีส่วนหนุนเสริม งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

     

    -

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    Partners/Stakeholders

    -

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    -

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    โครงการรัฐสภาสีเขียว: เส้นทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    Green Parliament: A Way towards Sustainable Development with Sufficiency Economy Concept

    แหล่งทุน

    สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    -

    ผู้ดำเนินการหลัก

    รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต

    ผู้ดำเนินการร่วม

    ผศ.ดร.อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน

    ดร.ภาณุวัฒน์ ประเสริฐพงษ์

    คำอธิบาย

    โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานโยบาย และยุทธศาสตร์ สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ภายใน พ.ศ. 2573 โดยประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) และเพื่อพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กรสำหรับติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนของรัฐสภา รวมทั้งยังสามารถช่วยประเมินผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนสำนักงานเลขาธิการเป็นสำนักงานสีเขียว เนื่องจากชุดข้อมูลดังกล่าวมีการเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมการดำเนินงานสำนักงานสีเขียว การดำเนินการโครการนี้ จะสนับสนุนให้รัฐสภาเป็นแบบอย่างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่หน่วยงานอื่นในประเทศให้ ความร่วมมือส่งเสริมการเป็นองค์กรที่ยั่งยืนเช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

    ความสำคัญ วัตถุประสงค์โครงการ

    1) เพื่อพัฒนานโยบาย และยุทธศาสตร์ สู่รัฐสภาสีเขียวที่ยั่งยืน ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ครอบคลุม มิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยประยุกต์ใช้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พิจารณาการดำเนินการในระยะถึง ปี 2573

    2) เพื่อพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐาน ตัวชี้วัด รวมทั้งเป้าหมายสำหรับติดตามและประเมินผลการ ดำเนินงานสู่ความยั่งยืนของรัฐสภาไทย สอดรับกับนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ได้พัฒนาขึ้น และ การขับเคลื่อนสำนักงานเลขาธิการเป็นสำนักงานสีเขียว

    3) เพื่อสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กร (Intranet) อำนวยความสะดวก เจ้าหน้าที่ในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูล ตามชุดข้อมูลพื้นฐาน ตัวชี้วัด และเป้าหมาย สู่ รัฐสภาสีเขียวที่ยั่งยืน

    การดำเนินการ

    1) การรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และ ฐานข้อมูลการใช้ทรัพยากรที่ผ่านมา เพื่อคำนวณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อ้างอิง IPCC 2019 2) การจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด และเป้าหมายการเป็นรัฐสภาสีเขียวที่ยั่งยืน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และ แบบสอบถาม 2.1) การจัดทำการประเมินความสำคัญและผลกระทบจากการดำเนินนโยบาย ด้วย แบบสอบถามประเมินองค์กร 2.2) การประเมินสภาวะปัจจุบัน (Baseline) เพื่อให้ทราบถึงความพร้อม โดยนำข้อมูลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาของGreen Office การลงพื้นที่รัฐสภา และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ประเมินเทียบกับเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับ อาทิLEED เกณฑ์ อาคารเขียวของTGBI และGreen office 3) การจัดทำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กร (Intranet) 4) การจัดอบรมให้ความรู้

    ผลการดำเนินงาน

    1) การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรัฐสภาในระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ.2564 มี แนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้นจากปี พ.ศ.2562 เนื่องจากรัฐสภาแห่งใหม่เริ่มเปิดการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบส่งผลให้ มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี ทำให้เกิดความน่าเป็นห่วงถึงสถานการณ์การใช้พลังงาน ซึ่งควรมีมาตรการในการลดการใช้พลังงานอย่างเร่งด่วน

    2) การประเมินเทียบกับเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับ ประกอบด้วย เกณฑ์อาคารเขียวของต่างประเทศ ซึ่งได้แก่LEED (Leadership in Energy & Environmental Design) เกณฑ์อาคารเขียวไทยของTGBI และการประเมินสำนักงานสีเขียว (Green Office) จากการประเมินคณะผู้วิจัยได้ระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาและเสนอแผนการดำเนินงาน สู่รัฐสภาสีเขียวที่ยั่งยืน ในระยะ10 ปี แบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยหากนำแผนดำเนินงาน ดังกล่าวไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับการดำเนินการตามรายละเอียดในข้อกำหนดของ แต่ละเกณฑ์การประเมินจะสามารถขอรับรองอาคารเขียวทั้ง3 เกณฑ์ ภายในปี2573 ได้

    3) คณะผู้วิจัยดำเนินการพัฒนาฐานข้อมูลในระบบ Intranet โดยพัฒนาขึ้นเพื่อให้บุคลากรในรัฐสภา สามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและสร้างฐานข้อมูลการใช้ทรัพยากรให้มีความถูกต้องและต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มการใช้ทรัพยากรขององค์กร เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนา อย่างยั่งยืนขององค์กรได้

    4) การอบรมจำนวน 2 ครั้ง ใน รูปแบบออนไลน์ จากผลการทำแบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม พบว่า เมื่อผ่านการอบรมผู้เข้าร่วมอบรมมี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มมากขึ้น

     

    การนำไปใช้ประโยชน์

     

    มีผลงานตีพิมพ์

     

    Abstract

    Thai parliament is a national legislative body with duty of law enactment for country administration. When the body can be a good example as a successfully sustainable body, it can encourage other organizations to follow the success via adoption of sustainable development concept. The objective of this research is to develop policy and strategy for Thai parliament in enhancement to achieve United Nations’ Sustainable Development Goals (SDGs) by 2030. The development was based on sufficiency economy philosophy and to establish intranet system to facilitate collection of any information or activity contributing to sustainable development of the Thai parliament. In this research, in-depth interview and questionnaire survey were conducted to gather perception on sustainable development and knowledge of 20 executives and 443 parliament’s personnel, respectively. In addition, a comparative study on current baseline, Leadership in Energy & Environmental Design (LEED), Thai's Rating of Energy and Environmental Sustainability (TGBI) and Thai’s Green Office were performed in order to provide suggestion on how to satisfy the standards to be a green building by establish a 10-year plan to achieve green parliament goal in 2030 which could be applied in annual action plan together with implementation in requirements of each standard. Moreover, Intranet system has been established in order to gather data and evaluate performance to achieve a sustainable green parliament goal. According to the 2019 Intergovernmental Panel on Climate Change method, it was found that the greenhouse gas has emission of Thai parliament tended to increase across 2019, 2020 and 2021 with magnitude of 5,112 tonCO2-eq, 9,843 tonCO2-eq and 14,018 tonCO2-eq, respectively, based on consumption of water, power and paper.

    ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากโครงการอื่น

    โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานโยบาย และ ยุทธศาสตร์ สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ภายใน พ.ศ.2573 โดยประยุกต์ใช้ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่9 และเพื่อพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กรสำหรับติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนของรัฐสภา

    ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก

    ระดับชุมชน ควรพิจารณามีการร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ดับหลังจากการดำเนินงานของ หน่วยงานภายในสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

    ระดับประเทศเป็นแบบอย่างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่หน่วยงานอื่นในประเทศให้ ความร่วมมือส่งเสริมการเป็นองค์กรที่ยั่งยืนเช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    ระดับโลก เสริมสร้างสัตยาบันในระดับนานาชาติ สามารถนำเสนอผลความสำเร็จการริเริ่มการเป็นรัฐสภาสีเขียวที่ ยั่งยืนสู่เวที และนานาชาติได้ในอนาคต

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    13

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

    12

    รูปหน้าปก

    รูปหน้ารายละเอียด

    ตามไฟล์แนบ

    Key Message

    การส่งเสริมรัฐสภาไทยให้เป็นองค์กรต้นแบบ สร้างความตระหนัก ความสำคัญ และ ส่งเสริมการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนตามหลักการขององค์การสหประชาชาติ (DGs) ภายใน พ.ศ. 2573 โดยประยุกต์ใช้ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9”

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://mahidol.ac.th/th/2023/mahidol-parliament-meeting/

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    Partners/Stakeholders

    สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    13.3.3

  • 16 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 11.00 น. รศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยมหิดล ให้การต้อนรับ Assoc. Prof. Dr. Peter Davies, Department of Earth and Environmental Sciences, Macquarie University, เครือรัฐออสเตรเลีย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ พร้อมหารือแนวทางในการขยายขอบข่ายความร่วมมือไปสู่การพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยร่วมกันเพื่อเสาะหาแหล่งทุนสนับสนุนผ่านการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงนักวิจัยในหลากหลายสาขา ตลอดจนการสร้างนักวิจัยรุ่นที่จะมีโอกาสได้ทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องตามศักยภาพเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ ทั้งนี้โดยมี รศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ ผศ.ดร.สุกัญญา เสรีนนท์ชัย Dr. Thomas Neal Stewart คณาจารย์ประจำหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยคุณนิตยา โพธิ์นอก นักศึกษาในหลักสูตรฯ เข้าร่วมการหารือ ณ ห้องประชุม 530A สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

  • เมื่อวันที่ 18 - 20 มกราคม 2566 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดโครงการค่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา)
    โดยได้ให้ความรู้และจัดกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติ ให้กับ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 - 6 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี

  • 12 ธันวาคม 2566 เวลา 08.30 – 10.15 น. รองศาสตราจารย์ ดร. ภก.สมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผน พัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ ในฐานะผู้แทนอธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมหารือเพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงานของส่วนงาน (PA-Visit) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีการนำเสนอผลการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงานของคณะ ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2567-2570 รวมถึงโครงการสำคัญ (Flagship project) ตามยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆ หลังจากนั้น ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารคณะ และผู้บริหารมหาวิทยาลัย สำหรับการดำเนินงานของคณะในปี 2567 ณ ห้องประชุมนาทตัณฑวิรุฬห์ อาคารนาทตัณฑวิรุฬห์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

  • 17 กุมภาพันธ์ 2566 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จัดการบรรยายพิเศษ หัวข้อ "Urban water Management: land and water Nexus" ณ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  บรรยายโดย Prof. Dr. Peter Davies จาก Department of Earth and Environmental Sciences, Macquarie University ประเทศออสเตรเลีย โดยจัดขึ้นในรูปแบบปกติ ณ ห้องประชุมนาท ตัณฑวิรุฬห์ และผ่านระบบ Zoom เวลา 13.00 - 15.00 น.

  • หัวข้อ

    รายละเอียด

    ชื่อโครงการ

    MU-SDGs Case Study

    การประเมินทางเลือกการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรณีศึกษา จังหวัดพิจิตร

    Alternative evaluation on land use management to cope with climate change: a case study in Phichit Province

    แหล่งทุน

    เงินรายได้มหาวิทยาลัยมหิดล

    ส่วนงานหลัก

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    ส่วนงานร่วม

    -

    ผู้ดำเนินการหลัก

    รองศาสตราจารย์ ดร. นพพล อรุณรัตน์

    ผู้ดำเนินการร่วม

    -

    คำอธิบาย

    งานวิจัยนี้มุ่งเน้นค้นหารูปแบบการจัดการ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ค้นหาระบบการปลูกพืชที่มีประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ รวมถึงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างขีดดวามสามารถในการปรับตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

    เนื้อหาMU-SDGs Case Study

    ความสำคัญ วัตถุประสงค์โครงการ

    1) เพื่อค้นหารูปแบบระบบการปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมะสมสำหรับปลูกข้าว

    2) เพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของระบบการปลูกพืช

    3) เพื่อประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร

    4) เพื่อเสนอแนะแนวทำงกำรปรับตัวที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน

    การดำเนินการ

    1) การค้นหารูปแบบระบบการปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว โดย

    ใช้การวิจัยเชิงสำรวจ 2) ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของระบบการปลูกพืช โดยใช้หลักการของ Life cycle assessment of greenhouse gas emission (LCA-GHG) แบบCradle to gate เพื่อ

    ประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลตอบแทนของเกษตรกร เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 3) ประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร โดยใช้

    แบบจำลอง Environmental Policy Integrated Climate (EPIC) version 0810 เพื่อประเมินผลผลิตพืช และ ใช้โปรแกรมCROPWAT 8.0 เพื่อคำนวณวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ และ 4) เสนอแนะแนวทางการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในจังหวัดพิจิตร

    ผลการดำเนินงาน

    การศึกษานี้แนะนำรูปแบบการปลูกข้าว 3 รอบ ในเขตพื้นที่ชลประทาน ใน

    ขณะเดียวกัน ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน แนะนำให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียวหลังจากการปลูกข้าวรอบที่หนึ่ง (ข้าวนาปี)

    อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเป็นการปลูกมันสำปะหลัง หรือการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละสองครั้ง เป็นทางเลือกที่ดีสาหรับเขตพื้นที่นอกเขตชลประทานเช่นกัน

    การนำไปใช้ประโยชน์

     

    มีผลงานตีพิมพ์

    1) Arunrat, N., Sereenonchai, S., Chaowiwat, W., Wang, C., Hatano, R. 2022.Carbon, Nitrogen and Water Footprints of Organic Rice and Conventional Rice Production over 4Years of Cultivation: A Case Study in the Lower North of Thailand. Agronomy, 12(2), 380.doi:10.3390/agronomy12020380

    2) Arunrat, N., Sereenonchai, S., Chaowiwat, W., Wang, C. 2022.Climate change impact on major crop yield and water footprint under CMIP6climate projections in repeated drought and flood areas in Thailand. Science of the Total Environment. 807, 150741.doi: 10.1016/j.scitotenv.2021.150741

    3) ผลิตนักศึกษาในโครงการ น.ส.ณฏวรรณ หวันวิเศษ (6337852 ENAT/M)

    ระดับปริญญา: วท.ม. (เทคโนโลยีที่เหมาะสม และ นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม)

    หัวข้อวิทยานิพนธ์: ASSESSMENT OF CARBON FOOTPRINT, WATER FOOTPRINT, COST AND RETURN OF ORGANIC RICE BASED ON CIRCULAR ECONOMY AND ORIGINAL ORGANIC RICE

     

    Abstract

    The objectives of this study are: 1)explore the suitable cropping system for unsuitable areas for rice cultivation using survey research; 2)evaluate carbon footprint, and cost and benefit of each cropping system using life cycle assessment of greenhouse gas emission (LCA-GHG) (Cradle to gate method); 3)assess the impact of climate change on farmers' adaptation approaches using a model Environmental Policy Integrated Climate (EPIC) version 0810 for estimating crop yields, and CROPWAT 8.0 for calculating water footprint; and 4)to propose the effective adaptation approaches to support decision-making in Phichit Province.

     

    Based on the field survey, there are 7 cropping systems that can cope with climate change: 1)planting rice three times per year (RRR); 2)planting rice two times per year (RR); 3)planting rice once a year and planting maize (RM); 4)planting rice once a year and planting soybeans (RS); 5)planting rice once a year and planting mung beans (RB); 6)Planting maize twice a year (MM) ;and 7)Planting cassava (CS). The carbon footprint intensity of organic rice was 0.34 kg CO2eq per kg of rice yield, which is less than conventional rice cultivation (carbon footprint intensity = 0.57 kg CO2eq per kg of rice yield). The total water footprint of conventional rice cultivation was 1,470.1 m3/ton, which was higher than organic rice (1,216.3 m3/ton). Under climate change scenarios, rice yields of RRR in irrigated area were expected to increase gradually in 3periods under SSP245, whereas they were predicted to slightly increase under SSP585.On the other hand, RR system was expected to decline in first rice (6.0-14.4 %)and second rice (7.4-17.7 %)under SSP585.Concerning planting maize, soybean and mung bean instead of the second rice, yields were predicted to have less impact under future climate change, especially mung bean. It was predicted that mung bean yield will increase slightly at all period under both the SSP245 and SSP585 scenarios. Moreover, switching from planting rice to be planting maize twice a year and cassava were expected that yields may not decline under future climate change. This study recommends an RRR cropping system in irrigated areas, while growing maize, soybean, or mung bean after the first rice crop is recommended for the rain-fed area. Alternatively, switching from growing rice to cassava or growing maize twice per year is a good option for the rain-fed area

    ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากโครงการอื่น

    การค้นหาแนวทางในการทำการเกษตรที่ยั่งยืน ด้วยการประเมินประสิทธิภาพของ

    รูปแบบการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน ค้นหาระบบการปลูกพืชที่มีประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ รวมถึงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตจึงเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อสนับสนุนการลดพื้นที่การปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีผลตอบแทนที่เพียงพอจะทำให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิต

    และประกอบอาชีพการเกษตร สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน และมีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (ภัยแล้ง และน้ำท่วม)

    ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก

    ระดับชุมชน

    - ประโยชน์จากการค้นพบรูปแบบการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม และแนวทางในการส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่

    - ประโยชน์จากการค้นพบแนวทางการปรับตัวในการลดผลกระทบต่อน้ำท่วมและภัยแล้ง จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและจูงใจเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้น

    ระดับประเทศ

    - ประโยชน์จากการค้นพบระบบการปลูกพืชที่มีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นต์น้อย และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูง เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการเพิ่มผลกำไรให้กับเกษตรกรและการรักษาระบบนิเวศโดย

    การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน และผลจากประมาณการณ์ประสิทธิภาพของระบบการปลูกพืชทางเลือกในอนาคต ช่วยในการกำหนดวางแผนในอนาคต เช่น แนวทางลดการใช้ทรัพยากรหรือวัตถุดิบ ลดกำรใช้พลังงานในการผลิต ลดการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม และพัฒนำกลไกกำรผลิตที่สะอาด เป็นต้น

    - เป็นต้นแบบการเรียนรู้การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น และการพัฒนากลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตสู่พื้นที่อื่นๆ

     

    SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม

    13

    SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

    2, 15

    รูปหน้าปก

    รูปหน้ารายละเอียด

     

    Key Message

    การค้นหาแนวทางการทำการเกษตรที่ยั่งยืน และสนับสนุนการลดพื้นที่การปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมด้วยการประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม

    Links ข้อมูลเพิ่มเติม

    -

    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ 1 Global Research and Innovation

    Partners/Stakeholders

    กรมพัฒนาที่ดิน

    กรมส่งเสริมการเกษตร

    กลุ่มเกษตรกร อ.สามง่าม อ.ตะพานหิน อ.วังทรายพูน อ.โพธิ์ประทับช้าง อ.บึงนาราง อ.ดงเจริญ และ อ.ทับคล้อ

    ตัวชี้วัดTHE Impact Ranking

    13.3.3, 2.5.1, 2.5.2

© 2024 Faculty of Environment and Resource Studies, Mahidol University . All Rights Reserved.