สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 20 กรกฎาคม 2563

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-53462845

สัตว์ทะเลลึกอย่างน้อย ๑๖ ชนิดพันธุ์ พบว่ามีผิวหนังสีดำเข้มเป็นพิเศษในระดับที่ใกล้เคียงกับสีแวนตาแบล็ก(Vantablack) ซึ่งจัดเป็นสีที่มีความมืดมิดมากที่สุดในโลก จนช่างภาพไม่อาจจะถ่ายรูปของพวกมันได้ด้วยเทคนิคการจัดแสงแบบธรรมดา รายงานการค้นพบดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology โดยทีมนักชีววิทยาจากสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรได้ระบุว่า สัตว์ทะเลลึกเหล่านี้อาศัยอยู่ตรงก้นทะเลที่มืดมิด ในระดับความลึกมากกว่า ๒๐๐ ม. ขึ้นไป โดยผิวที่ดำสนิทยิ่งกว่าเฉดสีดำอื่นๆ ช่วยพรางตัวพวกมันให้รอดจากสัตว์ผู้ล่า ดร. คาเรน ออสบอร์น หนึ่งในสมาชิกของทีมวิจัยจากสถาบันสมิธโซเนียนบอกว่า เธอเคยประสบปัญหาขณะพยายามบันทึกภาพปลาทะเลลึกบางชนิด เนื่องจากผิวหนังของพวกมันดูดซับแสงสว่างจากดวงไฟของช่างภาพเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด ทำให้ภาพออกมาไม่คมชัดและมืดมัว อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นสู่การศึกษาวิธีพรางตัวของสัตว์ทะเลลึกกลุ่มนี้ ซึ่งบางตัวมีผิวดำสนิทจนดูดซับกักเก็บแสงไว้ได้มากถึง ร้อยละ ๙๙ เทียบเท่าความดำมืดของสีแวนตาแบล็กที่ดูดซับแสงได้ราวร้อยละ ๙๙.๙๖ ผลการวิเคราะห์ผิวหนังของสัตว์ทะเลลึกดังกล่าวพบว่า พวกมันมีอนุภาคของเม็ดสีเรียงติดกันแน่นขนัดโดยไม่มีช่องว่าง ซึ่งอนุภาคเหล่านี้ก่อตัวเป็นชั้นบางในผิวหนังเพียงชั้นเดียว โดยเม็ดสีมีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมในการกระจายให้แสงผ่านเข้าไปใต้ผิวหนังได้พอดี ทั้งยังดักจับแสงเอาไว้ไม่ให้สะท้อนกลับออกมาด้วย โครงสร้างของเม็ดสีแบบพิเศษดังกล่าว ช่วยให้พรางตัวในที่โล่งใต้ทะเลลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแสงจากสัตว์ผู้ล่าเช่น ปลาตกเบ็ด (anglerfish) ฉายส่องมา หรือเมื่อต้องอำพรางไม่ให้ตนเองกลายเป็นจุดเด่นหากกลืนกินปลาหรือสัตว์เรืองแสงเข้าไป ความรู้เรื่องดังกล่าวทำให้ ดร. ออสบอร์น สามารถคิดค้นวิธีจัดแสงให้ถ่ายภาพปลาทะเลลึกผิวมืดได้คมชัดขึ้น และความรู้นี้อาจนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อคิดค้นวัสดุสีดำพิเศษเคลือบด้านในของกล้องถ่ายภาพหรือกล้องโทรทรรศน์ได้ ความคืบหน้าล่าสุดของวิทยาการด้านนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยสถาบันเทคโนโลยีเอ็มไอที (MIT) ของสหรัฐฯ เปิดตัววัสดุชนิดใหม่ที่ดูดกลืนแสงได้มากกว่าณ็อยละ ๙๙.๙๙๕ ดำมืดยิ่งกว่าสีแวนตาแบล็กถึง ๑๐ เท่า

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 19 กรกฎาคม 2563

ที่มา : https://mgronline.com/local/detail/9630000073883

แม้ขณะนี้จะอยู่ในห้วงฤดูฝน และหลายพื้นที่ของอุทัยธานีจะมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ยังคงไม่มากพอที่จะทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสระกักเก็บน้ำของเกษตรกร ตลอดจนคลองส่งน้ำสาธารณะ รวมไปถึงเขื่อน-อ่างเก็บน้ำหลักของจังหวัด ที่แห้งขอดมายาวนานมีน้ำเข้ามาเติมเต็มได้เลย

โดยเฉพาะเขื่อนวังร่มเกล้า ต.ทุ่งใหญ่ อ.เมืองอุทัยธานี หนึ่งในแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของจังหวัด ขณะนี้ (19 ก.ค.) สภาพหน้าเขื่อนยังคงแห้งขอด ไม่มีน้ำเข้า-ออก กลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านแทนชั่วคราว

จากการรายงานสถานการณ์น้ำของโครงการชลประทานอุทัยธานี พบว่า เขื่อนวังร่มเกล้ามีระดับน้ำเหนือเขื่อน และท้ายเขื่อนเท่ากับน้ำแห้ง การระบายน้ำออกเป็นศูนย์ ปริมาณน้ำแก้มลิง 18 ก.ค. เหลืออยู่เพียง 1.70 ล้าน ลบ.ม. (ลดลงจากเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 63 ที่มีน้ำเหลืออยู่ 2.50 ล้าน ลบ.ม.) ส่วนปริมาณน้ำเหนือเขื่อน 0.000 ล้าน ลบ.ม. หรือเรียกว่าไม่มีปริมาณน้ำเลย

นายฐกร กาญจิรเดช ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี กล่าวว่า ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นยาวนานตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 มาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้แหล่งน้ำต่างๆ ในพื้นที่อุทัยธานีไม่มีน้ำไหลเข้ามาเติมเต็ม ทำให้เขื่อนวังร่มเกล้า หนึ่งในแหล่งน้ำหลักมีสภาพอย่างที่เห็น เพราะได้รับผลพวงจากภัยแล้งยาวนานถึง 2 ปี ปัจจุบันไม่มีน้ำไหลเข้าและระบายออก จุดช่วงหน้าเขื่อนแห้งขอดจนทำให้กลายเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ชั่วคราวได้

แม้ช่วงนี้จะมีฝนตกลงมา แต่พื้นที่ส่งน้ำที่ไหลลงมาเติมเต็มให้เขื่อนทั้งจุดส่งน้ำเหนือเขื่อนใน อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ และจุดที่มีการขอก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ก็ไม่มีฝนมามากพอ จึงทำให้เขื่อนวังร่มเกล้าไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนได้

อย่างไรก็ตาม หากปีนี้ฝนตกต้องตามฤดูกาลก็อาจจะทำให้มีปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้ได้บ้างพอสมควร แต่ช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูกาลทำนาอีกครั้ง พื้นที่การเกษตรรอบเขตชลประทานก็เริ่มมีเกษตรกรทำการไถหว่านและลงมือปลูกข้าวกันอย่างต่อเนื่อง ทางโครงการชลประทานจึงต้องประชาสัมพันธ์แจ้งให้เกษตรกรได้ทราบว่า ปัจจุบันเขื่อนวังร่มเกล้ายังไม่มีน้ำที่จะส่งช่วยพื้นที่การเกษตรได้ จึงทำให้การทำนาของเกษตรกรในครั้งนี้ เป็นการทำนารอฝนเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างเสี่ยง

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18 กรกฎาคม 2563

ที่มา : https://www.nationtv.tv/main/content/378785765/

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน  (18 ก.ค. 63 เวลา 06.00 น.) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำไหลหลากรวม 7 จังหวัด 8 อำเภอ 14 ตำบล 27 หมู่บ้าน 1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (พัทยา) ประชาชนได้รับผลกระทบ 222 ครัวเรือน ถนน 7 สาย สะพานไม้ชำรุด 1 แห่ง คอสะพาน 8 แห่ง ฝาย 12 แห่ง พื้นที่การเกษตร 10 ไร่ โค 2 ตัวได้แก่

เชียงใหม่ เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน
ลำพูน เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอแม่ทา 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน
ลำปาง เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอเมืองปาน และอำเภอวังเหนือ 6 ตำบล 19 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 108 ครัวเรือน
เพชรบูรณ์ เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอหล่มเก่า 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 10 ครัวเรือน
ปทุมธานี เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอคลองหลวง 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 100 ครัวเรือน
ชลบุรี เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอบางละมุง 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4 ครัวเรือน
นครศรีธรรมราช เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอท่าศาลา 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัดหน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่พร้อมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัยเครื่องสูบน้ำ และยานพาหนะให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยขนย้ายสิ่งของไปไว้ในที่สูงและเร่งระบายน้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อีกทั้ง จัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 17 กรกฎาคม 2563

จากการที่มีฝนตกทางตอนเหนือทั้งของไทยและ สปป.ลาว ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน จ.หนองคาย มีระดับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดระดับน้ำโขงวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 3.60 เมตร เทียบกับช่วงเดียวกันของเมื่อวานนี้ เพิ่มขึ้นถึง 70 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 8.60 เมตร ระดับน้ำโขงที่ขึ้นอย่างรวดเร็ว 2 วันติดต่อกัน ขึ้นสูงรวมกันถึง 80 เซนติเมตร

             จากระดับน้ำโขงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เจ้าของโป๊ะ แพ ต้องมีการปรับโป๊ะ แพ รวมไปถึงสะพานขึ้นลงให้มีความเหมาะสมกับระดับน้ำโขงที่เพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่นเดียวกันกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาก็ต้องดูแลกระชังปลาที่เลี้ยงในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด คอยปรับเชือกและสลิงที่ยึดกระชังปลาให้มีความเหมาะสมกับระดับน้ำที่ขึ้นลงเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำโขงที่ขึ้นสูงได้ส่งผลดีต่อระบบน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาหนองคาย ทำให้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ในอาคารสูบน้ำดิบ ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณชุมชนวัดมีชัยท่า ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย สามารถสูบน้ำดิบส่งให้กับโรงกรองน้ำ ทั้งที่โรงกรองน้ำภายในบริเวณการประปาส่วนภูมิภาค สาขาหนองคาย ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย และที่โรงกรองน้ำบ้านหนองบัว ตำบลกวนวัน ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขณะนี้การผลิตประปาของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาหนองคาย สามารถผลิตน้ำประปาได้เป็นปกติไม่มีปัญหาเรื่องน้ำดิบไม่พอเพียงในการผลิตน้ำประปา

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 16 กรกฎาคม 2563

วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.00 น. พลเรือเอก ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน เป็นประธานในพิธีโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศสร้างความชื้นสัมพัทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อสืบสานศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มโอกาสการเกิดฝน เพื่อการปฏิบัติการฝนหลวงประสบผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าในการดำรงชีวิตและการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน ณ อาคารเอนกประสงค์ กองบิน 46 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

        นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า “ศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทาน” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานไว้มีคุณค่าคุณูปการสำหรับการพัฒนาประเทศชาติและสร้างความสุขให้แก่ประชาชน จึงมีพระราชประสงค์ให้ศึกษาและน้อมนำพระราชดำริต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมและพอเพียงทันต่อสถานการณ์ ในปี 2563 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้นำมาเผยแพร่แก่หน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความเข้าใจแนวพระราชดำริ และน้อมนำสู่การปฏิบัติจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง "พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า" แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อปัญหาวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความต้องการใช้ที่ดินทำกินและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎรที่เข้าไปบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำการเกษตร ตลอดจนการล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยถูกทำลายมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในธรรมชาติและความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดลง กระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติ มีค่าผิดปกติตามมา จึงจำเป็นต้องมีการแสวงหาวิธีการและความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูสภาพผืนป่าที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยในบางครั้งไม่สามารถดำเนินการเข้าถึงพื้นที่ป่าทางภาคพื้นได้ จึงจำเป็นจะต้องมีการบูรณาการจากหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามพระราชเสาวนีย์

        นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศสร้างความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นโครงการหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ และน้อมนำแนวพระราชดำริไปเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมป่าไม้ ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง สมอไทย ประดู่ กระบก แดง สนสามใบ มะขามป้อม มะค่าแต้ สาธร เพกา ชัยพฤกษ์ และตะแบกนา รวมจำนวนทั้งสิ้น 400 กิโลกรัม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้การสนับสนุนข้อมูลเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายโปรยเมล็ดพันธุ์พืชบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติต่างๆ ทั่วประเทศ และนอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนสถานที่และกำลังพลในการปั้นเมล็ดพันธุ์พืชจากเหล่าทัพ ได้แก่ กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 310 จ.ตาก กองบิน 46 จ.พิษณุโลก มณฑลทหารบกที่ 31 จ.นครสวรรค์ กรมทหารราบที่ 8 จ.ขอนแก่น กองทัพภาคที่ ๒ จ.นครราชสีมา และค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า จ.ชลบุรี

        อย่างไรก็ตาม สำหรับด้านการปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชบริเวณพื้นที่ผืนป่าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะดำเนินการโดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 7 ศูนย์ ดังนี้

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 41 กิโลกรัม และสมอไทย จำนวน 5 กิโลกกรัม ณ บริเวณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ตาก โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 กิโลกรัม ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 20 กิโลกรัม และประดู่ จำนวน 2 กิโลกรัม ณ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย จังหวัดตาก     

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง

จังหวัดพิษณุโลก โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ สนสามใบ จำนวน 5 กิโลกรัม แดง จำนวน 2 กิโลกรัม ประดู่ 5 กิโลกรัม และกระบก จำนวน 30 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จังหวัดลพบุรีและกาญจนบุรี โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 60 กิโลกรัม และประดู่ จำนวน 3 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำกระบก จำนวน 40 กิโลกรัม ณ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานีและบุรีรัมย์ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 20 กิโลกรัม มะขามป้อม จำนวน 2 กิโลกรัม มะค่าแต้ จำนวน 23 กิโลกรัม และสาธร จำนวน 20 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา 

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จังหวัดระยอง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง 35 กิโลกรัม ตะแบกนา 10 กิโลกรัม สมอไทย จำนวน 5 กิโลกรัม และเพกา จำนวน 5 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี

        - ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัด

สุราษฎร์ธานี โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 44 กิโลกรัม ตะแบกนา 11 กิโลกรัม และชัยพฤกษ์ จำนวน 1 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 15 กรกฎาคม 2563

ที่มา: https://www.dailynews.co.th/article/784546

แม้ประเทศไทยจะมีการรณรงค์และแบนการใช้ถุงพลาสติกที่ทำให้ปริมาณขยะลดลงมหาศาล แต่ดูเหมือนว่าปัญหาขยะพลาสติกที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมยังไม่หายไปไหน และยังส่งผลกระทบต่อสัตว์ และสิ่งแวดล้อมอยู่ล่าสุดในเดือน ก.ค. เกิดเรื่องน่าเศร้าใจในการพบเต่าทะเลเกยตื้นที่บางแสน และช้างป่าตาย ที่แม้จะต่างที่กัน แต่จากการผ่าพิสูจน์ทำให้เห็นว่า สาเหตุที่ทำให้มันตายเหมือนกันนั้นคือ ขยะพลาสติก วันที่ ๓ ก.ค. ๖๓ เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองแสนสุข พบเต่าลอยมาเกยตื้นตายที่ชายหาดบางแสน ซึ่งลอยมากับขยะทะเล ที่ถูกพัดเข้ามาหาฝั่งในช่วงฤดูมรสุม โดยภายหลังในวันที่ ๔ ก.ค. ๖๓ นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม เปิดเผยผลการการผ่าพิสูจน์เต่าที่ตาย ระบุว่า เป็นเต่ากระเพศเมีย ตายมาแล้วประมาณ ๓ วัน เมื่อผ่าเปิดพบไข่ในท้องประมาณ ๒๐๐ ฟอง เส้นผ่านศูนย์กลางของไข่โดยเฉลี่ยประมาณ ๒ ซม. พบเบ็ดตกปลาขนาด ๒ ซม. ปักอยู่ลำคอ พบเศษพลาสติกใส ปะปนอยู่กับอาหารจำพวกปะการังอ่อน และพบเศษถุงพลาสติกและเชือกพันเป็นก้อนอุดตันในลำไส้ ถัดมาเพียงไม่กี่วันก็เจอเรื่องน่าเศร้าใจอีกในวันที่ ๘ ก.ค. ๖๓ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่หลังมหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ ท้องที่หมู่ ๑๐ ต. พลวง อ. เขาคิชฌกูฏ จ. จันทบุรี หลังได้รับแจ้งพบซากช้างป่าจำนวน ๑ ตัว

จากผลการตรวจสอบชันสูตร พบซากช้างป่าสีดอ เพศผู้ จำนวน ๑ ตัว น้ำหนักประมาณ ๓,๐๐๐ –​ ๓,๕๐๐ กก. อายุประมาณ ๑๘ –​ ๒๐ ปี โดยเจ้าหน้าที่ติดตามช้างป่าตัวดังกล่าวระบุว่า​ ช้างป่าตัวดังกล่าวไม่ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระมาประมาณ ๒ วันแล้ว​ ตรวจภายนอกไม่พบร่องรอยผิดปกติ หรือบาดแผลใดๆ

สัตวแพทย์ผ่าชันสูตรพบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ลำไส้เกิดการอักเสบ มีแผลที่ผนังลำไส้ พบลิ่มเลือด พบปื้นเลือดและเนื้อตายในบางส่วน​ นอกจากนี้ยังพบถุงพลาสติกที่มีลักษณะเปื่อยภายในลำไส้ตลอดจนปะปนอยู่กับอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ และภายในช่องปาก พบอุจจาระอยู่เต็มลำไส้ พบพยาธิตัวกลมปะปนกับอุจจาระ​ พบน้ำภายในลำไส้และช่องท้องปริมาณมาก และเก็บตัวอย่างอวัยวะภายใน เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์​ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สัตวแพทย์สรุปสาเหตุการตายเบื้องต้นว่า เกิดจากระบบทางเดินอาหารในส่วนของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่มีความผิดปกติ เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของลำไส้ เกิดอาการท้องอืด ไม่มีการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ​ โดยต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง

การตายของทั้งสัตว์สองตัวเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เกิดขึ้น เพราะผลกระทบของขยะพลาสติกของเราที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่า ปัญหาของพลาสติกเหล่านี้ยังคงอยู่ แม้เราจะมีการแบนการใช้ถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อ หรือมีการรณรงค์กันอย่างมากมายก็ตาม ขยะพลาสติกปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ด้วยจากพฤติกรรมการใช้แล้วทิ้ง ทำให้ขยะจำนวนมากถูกกำจัดไม่ถูกวิธีอย่างการเผา กองรวมกัน หรือทิ้งให้ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทะเล ป่า เขา ใช้เวลาย่อยสลายนานเป็นอันตรายต่อสัตว์นับไม่ถ้วน รวมถึงส่งผลกระทบต่อมนุษย์เอง โดยประเด็นขยะพลาสติกในไทยได้ถูกจุดขึ้นเมื่อมาเรียม พะยูนตัวน้อยต้องตาย เพราะขยะพลาสติก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดการขยะให้ขึ้น โดยเต่า และช้างที่ตายในเดือนนี้ยังตอกย้ำว่าวิกฤตินี้ยังคงอยู่ และนี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆจากสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกวินาที

อย่างไรก็ตามเรามาถูกทางในการตั้งใจแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างจริงจัง แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาขยะพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้อาจเกิดปัญหาเพิ่มขึ้น คงถึงเวลาที่เราจะช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังทั้งจากภาคประชาชนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง เอกชนในการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการให้เป็นมิตรรวมถึงรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และภาครัฐที่ต้องเคร่งครัดในการทำให้กระบวนการแก้ปัญหาขยะเกิดขึ้น เราทุกคนควรช่วยกันในการลดสร้างขยะ (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) ช่วยกันเก็บขยะ แยก ทิ้งให้ถูกที่ และจัดการให้ถูกทาง (Recycle) ร่วมกันทุกภาคส่วน

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 14 กรกฎาคม 2563

ที่มา:https://mgronline.com/local/detail/9630000071807

แม้ขณะนี้จะเข้าสู่ฤดูฝน แต่ชาวนาลุ่มน้ำยมพื้นที่ อ. สามง่าม อ. โพธิ์ประทับช้าง และ อ. โพทะเล จ. พิจิตร ยังไม่มีน้ำปลูกข้าวทำนาปีได้เหมือนดั่งเช่นทุกปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีฝน แม่น้ำยมแห้งขอดเห็นแต่ท้องทรายตั้งแต่เดือน พ.ย. ๖๒ มาจนถึงวันนี้ มีเพียงเกษตรกรบางรายที่มีสระในไร่นา หรือบ่อสูบน้ำบาดาลเท่านั้นที่สามารถสูบน้ำขึ้นมาทำนาได้

นางเฉลียว แสงสว่าง อายุ ๕๑ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๘/๑ หมู่ ๑๑ บ้านวังปลาทู ซึ่งมีนาข้าว ๒๒ ไร่ แต่จนถึงวันนี้ก็สูบน้ำบาดาลขึ้นมาทำนาได้เพียง ๑๑ ไร่ ทำมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะไม่คุ้มต้นทุน ขณะที่นายวิศิษฏฐ์ ปานแย้ม อายุ ๔๐ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๔๖/๓ หมู่ ๑๑ บ้านวังปลาทู ต. กำแพงดิน อ. สามง่าม จ. พิจิตร มีนาข้าว ๕๒ ไร่ ถึงวันนี้ยังไม่ได้ลงมือปลูกข้าวเลยแม้แต่ต้นเดียว ทั้งคู่เป็นชาวนาที่ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำยม ร้องทุกข์ว่าจนถึงวันนี้ยังไม่มีน้ำจากแม่น้ำยม หรือน้ำฝนให้ทำนาเลย เดือดร้อนมาก เกรงจะไม่มีรายได้ใช้หนี้ อยากวิงวอนให้รัฐบาลเร่งหาแหล่งน้ำรวมถึงหาทางเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรด้วย นายวีระชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า พิจิตรมีพื้นที่การเกษตรประมาณ ๒.๒ ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ๑.๘ ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกข้าวนาปรัง ๖.๔ ล้านไร่ ในช่วงปี ๖๒/๖๓ ทั้งนาปี และนาปรังประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ปีนี้ฤดูกาลปลูกข้าวนาปี ๖๓/๖๔ วิกฤตภัยแล้งกลับหนักหน่วงกว่าเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ชาวนาขึ้นทะเบียนปลูกข้าวนาปีได้แค่เพียง ๔.๗ แสนไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๖ เท่านั้น ส่วนนาข้าวอีกราว ๑.๓ ล้านไร่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ ชาวนาตั้งความหวังว่ากลางเดือน ก.ค. ๖๓ นี้จะมีฝนตกลงมาตามที่กรมอุตุฯ พยากรณ์ก็อาจจะได้ทำนา

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 13 กรกฎาคม 2563

ที่มา:https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_4491083

สำนักทรัพยากรน้ำมณฑลเจียงซีทางตะวันออกของประเทศจีนรายงานว่า ระดับน้ำในทะเลสาบโผหยาง ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่สุดของประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำนักทรัพยากรน้ำเผยว่า สถานีอุทกวิทยาซิงจื่อของทะเลสาบฯ บันทึกระดับความสูงของน้ำได้ที่ ๒๒.๕๓ ม. ซึ่งสูงกว่าระดับที่เคยบันทึกไว้ในปี ๒๕๔๑ ราว ๐.๐๑ ม. และยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำของแม่น้ำในเจียงซีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปริมาณฝนและกระแสน้ำที่ไหลบ่า ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบสูงเกินเกณฑ์เตือนภัยตั้งแต่วันที่ ๕ ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่กระแสน้ำในสถานีอุทกวิทยาท้องถิ่นสูงเกินเกณฑ์เตือนภัยแล้ว ๓๔ แห่ง

สวีเหว่ยหมิง เลขาธิการสำนักงานใหญ่ด้านการควบคุมอุทกภัยและบรรเทาภัยแล้งมณฑลเจียงซีเผยว่าพื้นที่ทะเลสาบโผหยางได้รับการพัฒนาเขื่อนกั้นน้ำและอุปกรณ์ป้องกันอุทกภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปี ๑๙๙๘ ขณะนั้นเกิดเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงตามแนวแม่น้ำแยงซี “เราจะให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยของประชาชนเป็นลำดับแรก และจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับเหตุอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์นี้” สวีกล่าว

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำฉางเจียง (แยงซี) ประกาศเตือนภัยน้ำท่วมระดับสีแดงในพื้นที่ทะเลสาบโผหยาง เมื่อวันที่ ๑๐ ก.ค. ก่อนเจียงซีจะยกระดับการรับมือภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยจากระดับ ๒ สู่ระดับ ๑ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการรับมือภาวะฉุกเฉินจากเหตุอุทกภัย ๔ ระดับของจีนในวันที่ ๑๑ ก.ค. “เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๖ ก.ค. ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า ๕ ล้านคน โดยมีประชาชนถูกอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ว ๔๓๒,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้เป็นประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ๑๖๗,๐๐๐ คน” คณะกรรมการระบุ ขณะเดียวกันพืชผลทางการเกษตรเสียหายมากกว่า ๒.๗ ล้านไร่ และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงสูงถึง ๖.๔๙ พันล้านหยวน หรือราว ๒.๙ หมื่นล้านบาท ขณะที่เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ ก.ค. ประชาชนท้องถิ่นอีกมากกว่า ๕๓,๓๐๐ คน กำลังเผชิญหน้ากับเหตุอุทกภัย โดยได้รับความช่วยเหลือเป็นอุปกรณ์เครื่องกลจำนวน ๑,๕๔๕ ชุด ทั้งนี้ กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีน (MEM) ระบุว่า ประเทศจีนจัดสรรอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือไปยังทั่วประเทศ เรือ ๑๙๐ ลำ เต็นท์ ๓,๐๐๐ หลัง เตียงพับ ๑๐,๐๐๐ เตียง ผ้าห่ม ๑๐,๐๐๐ ผืน และผ้านวม ๒๐,๐๐๐ ผืน เพื่อช่วยควบคุมอุทกภัยและบรรเทาภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 12 กรกฎาคม 2563

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/168961

จากการที่ นายเมธี วงษ์หอย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 31-33 ต.สนามจันทร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และครอบครัวร้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐแต่ก็เงียบหาย จนสุดท้ายสื่อมวลชนให้การช่วยเหลือเปิดเผยข้อมูล โดยนายเมธีเจ้าของบ้านเล่าให้ฟังว่า ตนเองและครอบครัวอาศัยอยู่บนพื้นดินสองโฉนดดังเดิม ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดที่ดิน จำนวน 4 ไร่ ซึงเดิมเป็นสวนหมาก พลู มะพร้าว น้ำได้กัดเซาะมาตลอดทุกปี ขณะน้ำขึ้นก็จะขึ้นสูงมาก น้ำลงก็จะลงเร็วมากบางครั้งน้ำขึ้นนานเป็นวันทำให้ดินอ่อนตัวน้ำลงจะพาเอาดินชายฝั่งลงไปด้วยด้านข้างบ้านก็มีคลองขนาดใหญ่เวลาชลประทานปล่อยน้ำจะแรงมากจะพัดพาเอาที่ดินหายไปด้วย ขณะนี้หายไปจนจะใกล้ตัวบ้านแล้วไม่รู้ตัวบ้านจะทรุดตัวลงไปเมื่อใด

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกรพร้อมคณะส่วนงานด้านต่างๆ เกือบ 20 คน พร้อมสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบตัวอาคารบ้านเรือนชาวบ้านบนฝั่งและประสานขอเรือเจ้าท่าพาดูพื้นที่โดยรอบ พบว่า มีบ้านหลายหลังที่น้ำกัดเซาะชายฝั่งทำให้ที่ดินชาวบ้านเสียหายลงแม่น้ำหลายหลังและหายไปหลายไร่ นายกสภาวิศวกรกล่าวว่า ที่มาในวันนี้ด้วยความที่เห็นชาวบ้านเดือดร้อนขอความช่วยเหลือไปย้งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็เงียบจึงลงมาติดตามดูในเบื้องต้น นอกจากนี้ยังใด้ประสานไปยังอำเภอ ปภ.จังหวัดกำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงมาดูร่วมกันในส่วนของนายเมธีที่ร้องขอความช่วยเหลือนั้นตนใด้แนะนำให้รีบดำเนินการทำผนังกั้นดินอย่างเร่งด่วนก่อนที่บ้านจะพังทรุดตัวลงแม่น้ำไป ส่วนบ้านอี่นๆ ที่ถูกน้ำกัดเซาะที่ดินหายลงแม่น้ำไป ตนใด้แนะนำให้ถ่ายรูป สังเกตความเคลื่อนไหวของน้ำและถ่ายภาพบันทึกไว้จะใด้รู้และหาทางแก้ไขและจะเอาเรื่องนี้ไปสรุปและดำเนินการตามขั้นตอนของสภาวิศวกรต่อไป

ด้านนายเมธีกล่าวว่า ตนเองและครอบครัวคงต้องดิ้นรนช่วยเหลือกันเอง เบื้องต้นจ้างโป๊ะมาตอกเข็มกันดินพังไปชั่วคราวก่อนถ้าทำผนังกั้นตามที่ท่าน.ดร.แนะนำต้องใช้งบประมาณสูงนับสิบล้านบาทซึ่งไม่มีขนาดนั้นหากจะขายที่ก็คงไม่มีใครซื้อ พอมีบำนาญและเงินเก็บอยู่บ้างก็ทำไปก่อนเท่าที่ทำได้ ด้านคุณสุภพร เจริญนวรัตน์ บอกเหมือนกันว่ากลัวบ้านพังลงแม่น้ำไปอยากฝากภาคส่วน
ต่างๆ ลงมาดูและหาทางช่วยเหลือบ้าง ร้องไปส่วนงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานก็เงียบหาย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11 กรกฎาคม 2563

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9630000071155

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม คร่าชีวิตชาวบ้านอย่างน้อย 23 รายทางภาคตะวันตกของเนปาล ขณะที่อีกหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานวันนี้ (11 ก.ค.)

กยาน นาถ ธากาล ผู้บริหารเขตมยักดี (Myagdi) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 200 กิโลเมตร ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และมีคนสูญหายอีกไม่ต่ำกว่า 30 คน หลังกระแสน้ำและโคลนได้ซัดถล่มบ้านเรือนหลายสิบหลังเมื่อวานนี้ (10 ก.ค.)

“เราคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้หน่วยกู้ภัยเพิ่งสามารถเข้าถึงชุมชนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อค้นหาผู้สูญหาย” ธากาล กล่าว พร้อมเผยว่าทีมกู้ภัยซึ่งใช้เฮลิคอปเตอร์สามารถช่วยผู้รอดชีวิตไว้ได้แล้วประมาณ 50 คน

ที่เขตกาสกี (Kaski) ซึ่งอยู่ติดกันมีรายงานผู้เสียชีวิต 7 ราย และอีก 7 รายที่เขตจาจาร์กอต (Jajarkot) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางภาคตะวันตกของเนปาล “เรายังอยู่ระหว่างค้นหาชาวบ้านอีก 8 คนที่สูญหาย” คีชอเร เชรสธา นายตำรวจอาวุโสคนหนึ่งให้สัมภาษณ์

บริเวณที่ราบทางตอนใต้ของเนปาลซึ่งอยู่ติดกับอินเดีย ระดับน้ำในแม่น้ำโคชี (Koshi) ได้เพิ่มสูงจนถึงขีดอันตราย โดยลำน้ำสายนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมที่รัฐพิหารทางตะวันออกของอินเดียอยู่เป็นประจำเกือบทุกปี ชาวเนปาลที่อาศัยอยู่ในเขตเทือกเขาสูงต้องเผชิญอันตรายจากดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันอยู่บ่อยๆ เมื่อย่างเข้าฤดูมรสุม ซึ่งจะกินเวลาตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. ของทุกปี

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 10 กรกฎาคม 2563

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งขุดเจาะบ่อบาดาลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศ เพื่อใช้กักเก็บน้ำสำรองใช้ช่วงแล้งหน้า

                   นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการและใช้งบประมาณที่จัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทั้งแก้ภัยแล้ง น้ำท่วม และกักเก็บน้ำให้มากขึ้นเพื่อไว้ใช้ยามขาดแคลนหรือจำเป็น โดยเฉพาะแผนการขุดเจาะบ่อบาดาล ที่แต่ละพื้นที่จะประสบปัญหาแตกต่างกันตามความเหมาะสมของสภาพของพื้นที่ โดยบางพื้นที่ขุดเจาะแล้วไม่พบน้ำต้องปรับแผนสำรวจพื้นที่ขุดเจาะหาแหล่งน้ำบาดาลใหม่ เพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้สำรองใช้แล้งหน้า ส่วนพื้นที่ไหนขุดเจาะไม่ได้จริงๆจะปรับแผนการกักเก็บน้ำรูปแบบอื่นที่เหมาะสมต่อไป เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มฝนจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน จึงต้องเร่งขุดลอกแหล่งน้ำทั้งหมดตัวประเทศให้มีศักยภาพรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาเพื่อสำรองน้ำต้นทุน ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆมีน้ำไฟลเข้าไม่มากเท่าที่ควร หลังพบเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ถึง 33 แห่ง อาจจำเป็นต้องใช้แนวทางการดึงน้ำ จูงน้ำ และนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสำรวจทางน้ำเข้า เพื่อร่วมกันกำหนดแผนเร่งด่วนการเก็บกักน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นประมาณช่วง 1 – 2 เดือนนี้ให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับเร่งทำแผนการกักเก็บน้ำใต้ดิน ทั้งการเติมน้ำใต้ดิน ด้วยระบบบ่อบาดาลและธนาคารน้ำใต้ดิน

                    เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงแผนการกำจัดผักตบชวาเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำช่วงฤดูฝนนี้ว่า จากการสำรวจตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีปริมาณผักตบชวาประมาณ 300,000 ตัน หลังแต่ละหน่วยงานเร่งรัดแผนสามารถกำจัดผักตบชวาได้มากกว่า 500,000 ตันแล้ว ทำให้คงเหลือผักตบชวาที่ต้องกำจัดอีก 100,000 ตัน คาดว่า จะแล้วเสร็จกลางเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมรับฤดูฝนอย่างเต็มตัว