สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 31 กรกฎาคม 2563

                            นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีผู้พิทักษ์ป่า 19,765 คน ได้พัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังในงานปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ พร้อมความเชื่อมั่นในความรู้ ความสามารถ และความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า จึงเน้นย้ำเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องมาก่อน โดยปีนี้มีเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าเสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บสาหัส 8 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย จากการปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยอันตรายรอบด้าน ซึ่งกรมอุทยานฯมีกองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชให้การดูแลเจ้าหน้าที่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างดี ทั้งสวัสดิการและการดูแลเจ้าหน้าที่พร้อมครอบครัว ทั้งนี้ ในปีนี้จากสถานการณ์โรคโควิด-19 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ด้วยการหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมรวมคนในจำนวนมากทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรค จึงได้งดจัดกิจกรรมงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก (World Ranger Day) ตรงกับวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปี แต่ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านป่าไม้และปกป้องผืนป่าประเทศอย่างต่อเนื่อง

                         อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวย้ำว่า อยากขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจมอบให้เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าทุกคน เพื่อเป็นขวัญและแรงขับเคลื่อนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละปกป้อง รักษา คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสัตว์ป่า ผืนป่า และสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 30 กรกฎาคม 2563

กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ร่วมกันยกระดับเครื่องมือวัดคุณภาพอากาศ น้ำ เสียง และมลพิษ ด้วยใช้มาตรฐานตรวจวัดเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ

               นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วย นางอัจฉรา เจริญสุข ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านมาตรวิทยา เพื่อช่วยยกระดับการตรวจวัดปรับเทียบเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศ การตรวจวัดการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด การตรวจวัดคุณภาพน้ำ และการตรวจวัดระดับเสียงให้ได้ค่ามาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศและได้มาตรฐานสากล โดย นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ ทำหน้าที่ตรวจวัดมลพิษด้านต่างๆด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 23 หน่วยงาน เช่น ขนส่งทางบก กองบังคับการตำรวจจราจร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหามลพิษ ที่ผ่านมาได้ใช้เครื่องมือตรวจวัดและวิธีการวัดตามค่าวัดที่แตกต่างกันไป ทำให้ไม่มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ในส่วนของกรมควบคุมลพิษแม้จะมีเครื่องมือการตรวจวัดที่ได้มาตรฐาน แต่ทุกๆ 1-2 ปีจะต้องมีการส่งเครื่องมือไปปรับเทียบยังต้นทางหรือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติจะทำหน้าที่สำหรับการปรับเทียบให้ซึ่งไม่ต้องส่งเครื่องมือไปต่างประเทศ และจะช่วยอบรมบุคลากรสำหรับการใช้มาตรฐานการตรวจวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้านกรมควบคุมมลพิษจะใช้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้สร้างมาตรการ วิธีการ และแนวทางการตรวจวัดที่ได้มาตรฐานสำหรับให้รัฐบาลใช้สำหรับการตัดสินในการทำงานต่อในอนาคต

               ด้าน นางอัจฉรา เจริญสุข ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จะช่วยสนับสนุนการใช้เครื่องมือตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเที่ยงตรงและได้มาตรฐานสากล เพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในผลการตรวจสอบและพิสูจน์ระดับมลพิษ 4 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาการสอบเทียบปรับเทียบเครื่องมือวัดและการสร้างความเชื่อมั่นของการวัด ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสอบเทียบเครื่องมือโดยไม่ต้องส่งสอบเทียบถึงต่างประเทศ // การพัฒนาวิธีการตรวจวัด // การพัฒนาแนวทางการตรวจวัด ซึ่งมีประโยชน์ในด้านการกำหนดวิธีการ กระบวนการตรวจวัดที่เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อความถูกต้องเชื่อถือได้ของผลการวัด และด้านการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในการตรวจวัด โดยความร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษช่วง 2 ปี 2 เดือน (ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2565)

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 29 กรกฎาคม 2563

ที่มา:https://www.thairath.co.th/news/business/1899053

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ปริมาณฝนในปี ๖๓ จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๕ – ๑๐ กรมจึงได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนที่คาดว่า อาจจะมีพายุ ๑ – ๒ ลูกเข้าไทยในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. “ต้องใช้หลักบริหารแบบไดนามิก คือ การระบายน้ำออกโดยคำนึงถึงน้ำที่จะไหลเข้าลงอ่างตลอดฤดูฝน หลักๆ ให้เน้นเก็บน้ำฝนสำรองไว้เพื่อฤดูแล้งในรอบหน้า จะระบายออกเมื่อฝนทิ้งช่วงเท่านั้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศที่มี ณ วันที่ ๒๒ ก.ค. ๖๓ รวม ๓๑,๖๐๗ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๔๒ เป็นน้ำใช้การได้ ๗,๙๖๔ ล้านลูกบาศก์เมตร และหากพิจารณาปริมาณน้ำรายเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนสำคัญๆ มีน้ำน้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ฉะนั้นหลักบริหารในขณะนี้คือ ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่จะเพาะปลูกใช้น้ำฝน และน้ำท่าเป็นหลักใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำให้น้อยที่สุด เพื่อสงวนน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งหน้า และเพื่อรักษาระบบนิเวศเป็นสำคัญ” ในช่วงเกิดพายุ กรมชลประทานได้ให้ทุกสำนักชลประทานร่วมวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ท่วมซ้ำซาก โดยได้เตรียมใช้พื้นที่แก้มลิงธรรมชาติสำหรับตัดยอดน้ำ หน่วงน้ำเก็บน้ำที่ไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้แก้มลิงทุ่งเจ้าพระยาทั้งหมด ๑๒ ทุ่ง กับทุ่งบางระกำ พื้นที่ทุ่งเจ้าพระยา ๑๒ ทุ่ง พื้นที่ ๑.๑๕ ล้านไร่ เก็บน้ำได้ ๑,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรหรือเกือบ ๒ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 28 กรกฎาคม 2563

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/172696

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) โดย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. กล่าวว่า ถ้าถามว่าปีนี้จะเกิดน้ำท่วมหนักใน กทม. หรือไม่ คงตอบได้ว่า “เป็นไปได้ยาก” เพราะ 1.จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาชี้ว่าแนวโน้มปริมาณฝนปีนี้จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 2.ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศขณะนี้มีอยู่ประมาณ 35,000 ล้าน ลบ.ม. หรือ 40% ของปริมาณเก็บกักจึงรับน้ำได้อีกมาก และ 3.ประสบการณ์จากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมเลย” ดร.สมเกียรติ ย้ำก่อนขยายความว่า เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและอยู่ท้ายน้ำ ต้องรับน้ำจาก 3 ทิศทาง คือ 1.น้ำเหนือที่หลากลงมา 2.น้ำฝนที่ตกลงมา และ 3.น้ำทะเลที่หนุนขึ้นมา รวมทั้งอาจเกิดปัจจัยอื่นแทรก เช่น การเกิด “พายุจร”

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า “การระบายน้ำ” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน กทม. โดยภาพใหญ่ของการบริหารจัดการต้องทำใให้เกิดความสัมพันธ์กันตั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น การจัดทำเกณฑ์การระบายน้ำของแต่ละเขื่อน การคาดการณ์ฝน การจัดการจราจรทางน้ำ การเตรียมทุ่งรับน้ำเพื่อชะลอน้ำหลาก รวมถึงการพัฒนาทางผันน้ำอ้อมเมือง การบริหารประตูระบายน้ำและการจัดการคูคลองเพื่อเร่งระบายน้ำออกไปยังทิศทางต่างๆ ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 27 กรกฎาคม 2563

ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/1897697

การปลูกพืชจีเอ็มโอที่แพร่หลายไปทั่วโลกมากว่า 20 ปี แต่กลับเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับประเทศไทย ทั้งที่ยังไม่มีผลชี้วัดทางวิชาการเลย พืชชนิดนี้เป็นภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม รายงานล่าสุดจาก Graham Brookes ผู้อำนวยการ PG Economics ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้บริการคำแนะนำและปรึกษาแก่อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ให้ตรงกันข้ามกับที่คนไทยเคยได้ยินมา

แค่ปี 2561 ปีเดียว เกษตรกรปลูกพืชจีเอ็มโอสามารถเพิ่มรายได้เกือบ 19 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่ากับรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 103 เหรียญสหรัฐฯ/เฮกตาร์ (ประมาณไร่ละ 520 บาท) และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้ 23 พันล้าน กก. หรือเทียบเท่ากับลดการใช้รถยนต์บนท้องถนนได้ถึง 15.3 ล้านคัน

รายงานยังระบุอีกว่า พืชจีเอ็มโอมีส่วนที่สำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหารของโลกได้อย่างยั่งยืน ช่วยยกระดับเกษตรกรรายย่อยที่ยากจนและครอบครัวที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาให้หลุดพ้นจากความยากจน

นอกจากนั้น ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถปฏิบัติงานที่ยั่งยืนมากขึ้น เช่น ลดการไถพรวน ลดการเผาไหม้เชื้อเพลิง และกักเก็บคาร์บอนในดินได้มากขึ้น และลดการบุกรุกที่ดินผืนใหม่เพื่อการเกษตร

ตลอด 23 ปี ของการใช้เทคโนโลยีพืชจีเอ็มโอ ช่วยทำให้ผลผลิตของถั่วเหลืองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 278 ล้านตัน ข้าวโพด 498 ล้านตัน ฝ้าย 32.6 ล้านตัน คาโนลา 14 ล้านตัน เพราะเทคโนโลยีจีเอ็มโอช่วยให้เกษตรกรลดการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงได้ 776 ล้าน กก. ทำให้เกษตรกรปลูกพืชจีเอ็มโอช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีลงได้ถึง 19%

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 26 กรกฎาคม 2563

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่าน จนถึงปัจจุบัน (26 กรกฎาคม 2563) ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำไหลหลาก 13 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก เพชรบูรณ์ นครราชสีมา เลย ปทุมธานี กาญจนบุรี สมุทรสาคร ชลบุรี และนครศรีธรรมราช รวม 15 อำเภอ 23 ตำบล 41 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 235 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 10 ไร่ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันสถานการณ์ภัยคลี่คลายแล้วทุกจังหวัด 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 25 กรกฎาคม 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง และเตรียมรับมือปัญหาขยะชุมชนช่วงอุทกภัย

                         นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าประเทศไทยจะมีฝนตกชุกต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะมีฝนมากกว่าปีที่แล้วอาจทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศ ส่งผลกระทบต่อปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในเขตชุมชนและสถานที่กำจัดขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน เนื่องจากปัญหาอุทกภัยจะเกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ลุ่มส่งผลให้ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายและเกิดปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนตามมา โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ได้รวบรวมข้อมูลสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยชุมชนที่อาจมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ ด้วยการใช้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของศูนย์ป้องกันวิกฤติน้ำกรมทรัพยากรน้ำและข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในการประเมินร่วมกับข้อมูลสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั่วประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดจากอุทกภัย และการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนชั่วคราว ซึ่งต้องเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเกิดเหตุ

                           ด้าน นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้จัดส่งแนวทางการรับมือกับการจัดการขยะมูลฝอยช่วงการเตรียมการรับมือกับเหตุอุทกภัย ช่วงที่เกิดเหตุหลังจากอุทกภัยคลี่คลาย และการฟื้นฟูหลังจากเหตุอุทกภัยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุอุทกภัยด้วยแล้ว

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 24 กรกฎาคม 2563

โครงการปลูกป่าพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563

        ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบโครงการปลูกป่าพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดขึ้น เพื่อรณรงค์ให้การปลูกป่าครอบคลุมถึงป่าต้นน้ำ ป่าชายเลนและป่าพรุ รวมถึงที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งทุกหน่วยงานต้อง บูรณาการและปฏิบัติงานร่วมกัน โดยนายกฯ จะเป็นประธานโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตก บัวตอง-น้ำพุ เจ็ดสี อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันปลูกป่าทั่วประเทศ 

 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 23 กรกฎาคม 2563

โครงการ “เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ” (เมื่อคุณหมุนเวียน) ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ณ วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมาประชาชนนำพลาสติกมาคืนยังจุดรับคืนแล้ว แบ่งเป็นพลาสติกยืด 44.05 กิโลกรัม และพลาสติกแข็ง 86.46 กิโลกรัม

        สำหรับขยะพลาสติกที่จะนำมาคืนต้องสะอาดและแห้ง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ พลาสติกยืดและพลาสติกแข็ง พลาสติกยืด เช่น ถุงหูหิ้ว ถุงช็อปปิ้ง ฟิล์มหุ้มแพ็คขวดน้ำ ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มหุ้มแพ็คกล่องนม ถุงน้ำแข็ง ซองไปรษณีย์พลาสติก พลาสติกกันกระแทก ถุงซิปล็อค/ซองยา ถุงขนมปัง ถุงน้ำตาลทราย ถุงผักผลไม้ สามารถนำไปคืนได้ที่ถังของโครงการ “เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ” (เมื่อคุณหมุนเวียน) และ โครงการ “มือวิเศษxวน”

        ส่วนพลาสติกแข็ง เช่น กล่องพลาสติกใส่อาหาร แก้วกาแฟ หลอดพลาสติก ชุดช้อมส้อม ขวดพลาสติก สามารถนำไปคืนได้ที่ถังของโครงการ “เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ” (เมื่อคุณหมุนเวียน) และโครงการส่งพลาสติกกลับบ้าน

        โครงการดังกล่าวทางกระทรวงฯ ได้ร่วมกับโครงการมือวิเศษ x วน และโครงการส่งพลาสติกกลับบ้าน โดยมีการติดตั้งจุดรับคืน (drop point) ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastics) ให้ประชาชนนำมาทิ้งกว่า 300 จุดทั่วประเทศ อาทิ หน่วยงานภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาเก็ต และร้านสะดวกซื้อที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงหน่วยงานภาคเอกชนที่เข้าร่วมเป็นเครือข่าย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 22 กรกฎาคม 2563

กรมป่าไม้ เตรียมเปิดให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐยื่นคำขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้อย่างถูกกฎหมาย จึงเร่งสร้างความเช้าใจกฎระเบียบที่ถูกต้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

                        นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในการประชุมซักซ้อมแนวทางการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานให้กับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนในการยื่นคำขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ ว่า จากการตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อส่วนราชการที่เข้าใช้พื้นที่ป่าไม้ก่อนได้รับอนุญาตทั่วประเทศมี 31,179 แห่ง ในพื้นที่ 74 จังหวัด ในเบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้มีมติผ่อนผันให้ส่วนราชการเข้าทำประโยชน์ไปก่อน แต่มีเงื่อนไขให้ส่วนราชการมายื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ภายใน 180 วันนับจากมีมติคณะรัฐมนตรี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังเร่งสำรวจการเข้าใช้พื้นที่ของส่วนราชการทั้งหมดทั่วประเทศเพิ่มเติม สำหรับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่จะเข้าประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนจะถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ จะให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น กรณีของวัดและศาสนสถาน ได้ยื่นขอเข้าใช้พื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก โดยกำหนดให้พื้นที่ต้องไม่เกิน 15 ไร่ แล้วสิ่งปลูกสร้างต้องมีความกลมกลืนกับธรรมชาติ และความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างต้องมีความแข็งแรงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

                       ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงสถานการณ์ป่าไม้ปัจจุบันว่า จากการสำรวจโดยภาพถ่ายทางอากาศพบป่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งป่าบกและป่าชายเลน โดยจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ปี 2560-2561 อยู่ที่ 102.48 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.68 ของพื้นที่ประเทศ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ตาก เชียงใหม่ น่าน แพร่ ลำปาง และแม่ฮ่องสอน

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 21 กรกฎาคม 2563

โฆษกกรมชลประทาน ระบุ หน่วยงานในสังกัดเตรียมพร้อมรับมือฝนที่อาจตกเพิ่มขึ้น กำชับเจ้าหน้าที่ติดตาม เฝ้าระวัง พร้อมช่วยเหลือ 

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มฝนตกดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนดินและพื้นที่การเกษตรได้บ้าง เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ หากมีมีฝนตกสม่ำเสมอและมีปริมาณน้ำเก็บกักเพียงพอ ทั้งนี้ กรมชลประทานจะเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯให้มากที่สุด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ชลประทานทุกโครงการฯ ติดตาม-เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมใช้งาน เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันที 

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 24 - 25 ก.ค. 63 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ ทั้งนี้ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาช่วงสิงหาคม – กันยายน ประเทศไทยจะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะมีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานจะต้องเก็บกักน้ำในทุกพื้นที่ไว้ให้มากที่สุด เนื่องจากต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศเป็นหลัก และจัดสรรน้ำช่วยด้านการเกษตรบางส่วนในกรณีฝนน้อย

อย่างไรก็ตาม ได้กำชับโครงการชลประทานทุกพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำที่สำคัญอย่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้เตรียมความพร้อมอาคารชลประทาน เครื่องจักรเครื่องมือ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา รวมถึงกำจัดผักวัชพืชและผักตบชวาไม่ให้กีดขวางทางน้ำ พร้อมทำเครื่องมือกั้นลำน้ำพาราล็อคบูม เพื่อหยุดผักตบไม่ให้ไหลไปแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำอื่นๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ