สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 11 สิงหาคม 2563

นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และบริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด ร่วมกันทำโครงการจัดทำระบบคาดการณ์คุณภาพน้ำและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 6 : การบริหารจัดการ โดยจัดทำระบบคาดการณ์คุณภาพน้ำและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำลุ่มน้ำป่าสักเพื่อจัดทำระบบสนับสนุนการตัดสินใจ สำหรับคาดการณ์คุณภาพน้ำรายวันในสภาวะปกติและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำในสภาวะฉุกเฉิน เช่น ปี 2559 กรณีพบปลากระเบนลอยตายในแม่น้ำแม่กลอง พบว่าระบบนี้ช่วยนำไปสู่การสืบหา เฝ้าระวังและใช้วางแผนการจัดการคุณภาพน้ำ สิ่งสำคัญช่วยกำหนดสัดส่วนการระบายมลพิษให้อยู่ในศักยภาพการรองรับมลพิษของแม่น้ำและเชื่อมโยงผลการคาดการณ์ไปยังคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการน้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน 

เบื้องต้นได้มีการนำเสนอผลการประเมินศักยภาพ การรองรับมลพิษเปรียบเทียบกับการระบายความสกปรกในพื้นที่ของแม่น้ำป่าสักและทราบถึงแหล่งกำเนิดที่เป็นปัญหา รวมทั้ง ระบบคาดการณ์คุณภาพน้ำและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำ การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลการคาดการณ์คุณภาพน้ำเข้ากับคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลของทุกภาคส่วน และการใช้ประโยชน์จากผลการคาดการณ์เพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเน้นหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยาและเพชรบูรณ์ ซึ่งจะได้ใช้ประโยชน์จากระบบคาดการณ์คุณภาพน้ำและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำมากที่สุด

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 10 สิงหาคม 2563

               นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เดินหน้าผลักดันนโยบายการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำตามนโยบายของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เน้นประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิชาการ เทคโนโลยี โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาแหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ของกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย การอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาแหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ทรัพยากรน้ำสาธารณะ // การสำรวจระยะไกลและการใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) การสำรวจตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา เพื่อการเฝ้าระวังภัยธรรมชาติและภัยคุกคามต่อทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำสาธารณะ // การศึกษา วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางปฏิบัติการที่มีความสนใจร่วมกัน // สนับสนุนข้อมูล แผนที่ เครื่องมือ เครื่องจักร พัฒนาบุคลากร และความร่วมมือในลักษณะอื่นๆตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำและกรมป่าไม้จะประสานความร่วมมือจัดกิจกรรมพิเศษ ส่วนด้านงบประมาณพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่ตกลงร่วมกันเป็นรายกรณี และสนับสนุนงบประมาณระหว่างกันตามความจำเป็นและเหมาะสม และการดำเนินการต้องไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังมีแผนงานหรือโครงการที่จะดำเนินงาน ด้วยการนำองค์ความรู้ งานวิชาการ และเทคโนโลยี เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพให้มีความสมบูรณ์ ถือเป็นการร่วมมือกันให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติในอนาคต

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 9 สิงหาคม 2563

ที่มา : https://www.naewna.com/inter/510577

สำนักข่าวซินหัวรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูลจากดัชนีคุณภาพอากาศ (AQLI) ที่จัดทำโดยสถาบันนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก (EPIC) พบว่า มลพิษจากฝุ่นละอองจะลดอายุขัยเฉลี่ยของคนทั่วโลกลงเกือบ 2 ปี เมื่อเทียบกับอายุขัยที่ควรจะเป็น หากคุณภาพอากาศเป็นไปตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก

การวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยชิคาโกเมื่อวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) ระบุว่า มลพิษจากฝุ่นละอองเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อสุขภาพของมนุษย์ก่อนจะเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 มลพิษจากฝุ่นละอองกำลังส่งผลกระทบที่มองไม่เห็นภายในร่างกายมนุษย์ และเป็นภัยร้ายแรงที่ทำให้อายุขัยสั้นลงได้มากยิ่งกว่าโรคติดต่ออย่างวัณโรคและเอชไอวี เพชฌฆาตที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งสงคราม

เกือบหนึ่งในสี่ของประชากรทั่วโลกอาศัยอยู่ใน 4 ประเทศเอเชียใต้ ซึ่งอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เนปาล และปากีสถาน ผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้อาจมีชีวิตสั้นลงโดยเฉลี่ย 5 ปี หลังจากเผชิญกับระดับมลพิษที่ตอนนี้สูงกว่าเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมาถึงร้อยละ 44

มลพิษจากฝุ่นละอองยังเป็นปัญหาน่ากังวลที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งแหล่งกำเนิดมลพิษแบบดั้งเดิม เช่น ยานพาหนะ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรม รวมกับการเผาป่าและพื้นที่เพาะปลูก ได้สร้างความเข้มข้นของมลพิษอย่างร้ายแรง ดังนั้นร้อยละ 89 ของประชากร 650 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองเกินกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 8 สิงหาคม 2563

            วันนี้ (8 ส.ค. 63) ที่อาคารปฐมสัมมาคาร อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง โดยมี นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐม และเครือข่าย ทสม. ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมงาน เพื่อส่งเสริมศักยภาพ ทสม. สู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่นสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เน้นแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกและเพิ่มพื้นที่สีเขียว เน้นความเป็น “จิตอาสา” หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน

            นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดึงพลังภาคส่วนต่างๆ  ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการจัดการตนเอง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ภายใต้การมีส่วนร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนช่วยรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนได้เป็นอย่างดี

            การดำเนินงานเครือข่าย ทสม. ในฐานะเครือข่ายภาคประชาชน จึงเป็นกำลังหลักสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะพลาสติก ตาม ROADMAP ที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดและเลิกใช้พลาสติก ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้ได้ 100% ภายในปี 2570 รวมทั้งนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนที่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าและพื้นที่รอบเขตป่า ให้สามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

            ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่าย ทสม. ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 239,221 คน ในส่วนของเครือข่าย ทสม. ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง มีสมาชิกรวม 7,189 คน แบ่งเป็น จังหวัดนครปฐม 1,838 คน จังหวัดราชบุรี 1,146 คน และจังหวัดกาญจนบุรี 4,205 คน ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมจากเครือข่าย ทสม.ดีเด่น ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน และด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม. ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง อีกด้วย

 

 สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 7 สิงหาคม 2563

            อำเภอเพ็ญร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรีจัดโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายใต้ชื่อ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน" สืบสานสู่ 100 ล้านต้น สร้างความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าสร้างธนาคารอาหารแก่ชุมชน 

            วันที่ 7 สิงหาคม 2563 ที่ป่าดงเพชรสะคู้ บ้านจอมศรี หมู่ที่ 10 ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานนำจิตอาสาพระราชทานอำเภอเพ็ญ ประชาชน และเยาวชนในพื้นที่อำเภอเพ็ญประกอบพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเปิดโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายใต้ชื่อ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน" สืบสานสู่ 100 ล้านต้น 

            นายณฐพล วิถี นายอำเภอเพ็ญ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยทั้งการบุกรุกทำลายเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร และเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยกำลังเป็นที่ให้ความสนใจของบุคคลทั่วไป เนื่องจากผลที่ตามมาเกิดกับมนุษย์และเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานราชการและประชาชนทั่วไปจะต้องมีความตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ การจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของทุกคนไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง วันนี้เราทุกคนต้องร่วมกันรณรงค์รู้จักใช้อย่างคุ้มค่าและต้องพยายามรักษาให้ยาวนานโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเราต้องมีความหลากหลาย จูงใจให้ชุมชนเกิดความสนใจและตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

            สำหรับการจัดกิจกรรมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกป่าตามศาสตร์พระราชาและเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 112 ปีการก่อตั้งอำเภอเพ็ญ รวมทั้งร่วมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคมในการรักษาระบบนิเวศปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกล้ายางนาที่นำมาปลูกวันนี้ทั้ง 568 ต้น ได้รับการสนับสนุนจากนาบัวปาร์ค ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูป่าและสร้างความอุดมสมบูรณ์ของป่าธรรมชาติ สร้างธนาคารอาหารแก่ชุมชน 

            ดังพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กุมภาพันธ์ 2544 ความว่า "ป่าทุกประเภทเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของคนเรา หากปราศจากป่าเสียแล้วคนเราคงจะอยู่กันไม่ได้ จึงต้องรักษาป่าไว้เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ทั้งคนและป่า" 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 6 สิงหาคม 2563

                       นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบประเมินด้านเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ ว่า ผลการทบทวนข้อมูลและวิเคราะห์ความสำคัญเชิงพื้นที่ พบลุ่มน้ำสาขาชายฝั่งทะเลตะวันออก (ลุ่มน้ำสาขา 1) คลองใหญ่ แม่น้ำประแสร์ และคลองโตนดตั้งอยู่ในลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นพื้นที่เปราะบางมีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งเชิงกายภาพ สภาพอากาศ และด้านเศรษฐกิจสังคม โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงยกเป็นพื้นที่นำร่องศึกษาครั้งนี้ และต้องหาข้อสรุปกำหนดนิยามของคำว่า “ภาวะปกติและภาวะวิกฤติ” ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ศึกษาดังกล่าวด้วย ในส่วนการพัฒนาแบบจำลองที่ผสมผสานแนวคิดด้านการจัดสรรน้ำกับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายจัดสรรน้ำช่วงวิกฤติ ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดย สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งระยะยาวต้องการเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมมาบริหารจัดการน้ำเพื่อนำไปสู่การเจรจาตกลงการจัดสรรน้ำและการใช้น้ำบนหลักวิชาการมากขึ้น โดยงานศึกษานี้เน้นให้จำลองสถานการณ์ภายใต้หลักความเหมาะสมเพื่อคัดเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดและให้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆร่วมด้วย ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ด้วยการพัฒนาแบบจำลองนี้ต้องนำมาใช้ได้จริงให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามเป้าหมายที่วางไว้

                     ด้าน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย เห็นด้วยกับแนวทางของ สทนช. ที่จะนำแบบจำลองมาสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารประเทศมองเห็นภาพรวมของผลกระทบ ความคุ้มค่า และใช้เป็นข้อมูลการตัดสินใจดำเนินการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยจากน้ำที่เป็นระบบและมีความชัดเจนมากขึ้น

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 5 สิงหาคม 2563

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 10 , 11 และ 12 บริหารจัดการน้ำโดยใช้เขื่อนเจ้าพระยา ทำการทดน้ำบริเวณเหนือเขื่อนให้มีระดับสูงขึ้น เพื่อให้ประตูระบายน้ำมโนรมย์ สามารถรับน้ำส่งเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งมีความยาวประมาณ 132 กิโลเมตร สำหรับส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวของเกษตรกร โดยมีพื้นที่นาข้าวที่รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ประมาณ 2 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8 จังหวัด(ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา) ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณน้ำเหนือจากทางตอนบนจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน เดินทางถึงยังเขื่อนเจ้าพระยา นับเป็นการบริหารจัดการน้ำน้ำท่าจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ขอให้พี่น้องเกษตรกร ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หรือติดต่อสอบถามข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ที่ โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือที่ทำการกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนอาสาสมัครชลประทานทุกแห่ง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 4 สิงหาคม 2563           

        นายปาโมกข์ ปิงเมือง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพะเยา ลงพื้นที่ตรวจดูปริมาณน้ำบริเวณประตูระบายน้ำกว๊านพะเยา หลังจากที่ปริมาณน้ำในกว๊านพะเยาเพิ่มสูงขึ้นกว่า 15 เซนติเมตร หรือมีปริมาณน้ำเพิ่มกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดพะเยาในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา

        ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพะเยา กล่าวว่า จากฝนที่ตกลงมานั้น สามารถจะผ่อนคลายภาวะวิกฤตภัยแล้งของกว๊านพะเยาได้พอสมควร ซึ่งจากที่กว๊านพะเยามีปริมาณน้ำก่อนฝนจะตกลงมาอยู่ที่ 11 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์จากความจุทั้งหมด และหลังจากฝนตกมาทำให้ปริมาณน้ำกว๊านพะเยาเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้ปริมาณน้ำกว๊านพะเยาอยู่ที่ที่ 13.607 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 23 เปอร์เซ็นต์จากความจุของกว๊านพะเยาที่ 55.65 ล้านลูกบาศก์เมตรโดยคาดว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้นอีก และพื้นที่รับน้ำตามอ่างต่างๆ ของจังหวัดพะเยาที่กรมชลประทานดูแลประมาณ 60 แห่งนั้น จะสามารถรองรับกักเก็บน้ำได้เป็นจำนวนมาก

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 3 สิงหาคม 2563

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยถึงสภาพอากาศโดยรวมของประเทศไทยในช่วงสัปดาห์นี้ว่า (3 - 9 สิงหาคม 2563

ขณะนี้ พายุระดับ 2 ดีเปรสชันชินลากู ได้ลดระดับความรุนแรงและอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ แต่ยังคงปลุกคุมอยู่ที่ภาคเหนือ ประกอบกับร่องมรสุมมีกำลังแรงขึ้นพาดผ่านอยู่ที่ภาคเหนือเช่นกัน และมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมฝั่งอันดามันและประเทศไทย ทำให้สภาพอากาศภายในประเทศยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกือบทุกพื้นที่ ปริมาณฝนสูงสุดร้อยละ 70 ขอให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวัง

ในส่วนของลมกระโชกแรงและผลกระทบจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากได้ ขณะที่ คลื่นลมในทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทย มีคลื่นสูง 3 - 4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินเรือเพื่อความปลอดภัยและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวย้ำว่า ประชาชนควรรับฟังการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือโทรสายด่วน 1182

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 2 สิงหาคม 2563

        นายธนาวุฒิ ปัญจพรอุดมลาภ ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (3 สิงหาคม 2563) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน ซินลากู) มีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.ปัว จ.น่าน ประเทศไทย หรือที่ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 101.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ (พายุระดับ 1) ในระยะต่อไป อนึ่ง ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือ เข้าสู่พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน ซินลากู) ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปก คลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีฝนตกหนักบาง พื้นที่ 

        โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้ผลกระทบ วันที่ 3 สิงหาคม 2563 บริเวณจังหวัดเลย ชัยภูมิ หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งไว้ด้วย สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกัน และระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย และให้ ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป สำหรับพายุระดับ 3 (โซนร้อน ฮากูปิต) บริเวณด้านตะวันออกของเกาะไต้หวัน คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีนในช่วงวันที่ 3-4 สิงหาคม 2563 ซึ่งพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 สิงหาคม 2563

ที่มา : thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG200801082717006

สำนักงานประมงจังหวัดบึงกาฬ โดยกลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง ออกปฏิบัติงานควบคุมการทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำวางไข่ ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ โดยได้ทำการรื้อถอนและยึดเครื่องมือทำการประมง ประเภท ลอบยืน จำนวน 50 ลูก โพงพาง จำนวน 6 ปาก และลอบพับได้หรือไอ้โง่ จำนวน 1 ปาก ที่ติดตั้งกั้นขวางลำน้ำและดักจับสัตว์น้ำ บริเวณหนองกุดโย้ ม.7 ต.โคกก่อง และหนองบึงกาฬ ม.1 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

สำหรับการทำการประมงลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ห้ามทำเครื่องกางกั้นลำน้ำเพื่อดักจับสัตว์น้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูวางไข่ หรือนอกฤดูวางไข่ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท และต้องรื้อถอนหรือฟื้นฟูที่จับสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติ หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนหรือฟื้นฟูที่จับสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่สภาพตามธรรมชาติให้แก่รัฐตามจำนวนที่รัฐได้ใช้จ่ายไป ซึ่งเครื่องมือที่ยึดได้ เจ้าหน้าที่ได้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป