สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 2 กันยายน  2563

รองนายกรัฐมนตรี กำชับ ให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบให้เสร็จตามแผน เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำและการระบายน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการขุดลอกตะกอนและดูดเลนในคลอง

                       พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบในพื้นที่กรุงเทพมหานครท่าเรือบางกะปิ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สํานักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะแนวทางการฟื้นฟูคลองแสนแสบ แนวทางการบริหารจัดการน้ำ การลดความสกปรกของคลองแสนแสบ การจัดคุณภาพน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม มาตรการและความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายชุมชนริมคลอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาล เร่งปรับปรุง พัฒนา และฟื้นฟูให้คลองแสนแสบในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการแก้ปัญหาน้ำเสียอย่างเข้มข้นและจริงจัง ประชาชนมีความปลอดภัยทางน้ำ สิ่งสำคัญต้องรองรับการระบายน้ำในพื้นที่โดยรอบในฤดูฝนและเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกได้ด้วย ที่ผ่านมาจะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้คลองแสนแสบได้รับการฟื้นฟูดีขึ้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบให้เสร็จตามแผนโดยเร็ว ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งนี้ ระยะเร่งด่วนให้กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการขุดลอกตะกอนและดูดเลนในคลองที่มีความตื้นเขิน การจัดการปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำริมคลองอย่างเหมาะสม แล้วยังให้กรมชลประทานและกรุงเทพมหานครบริหารจัดการน้ำในคลอง การเปิด-ปิดบานประตูระบายน้ำในคลองแสนแสบและคลองเชื่อมต่อต่างๆให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                       รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ต้องพัฒนาฟื้นฟูการจัดการน้ำคุณภาพน้ำในคลองให้มีความใสสะอาดและไร้กลิ่นเหม็น ด้วยการเร่งทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายเพื่อฟื้นฟูคลองร่วมกัน โดยเน้นเรื่องการปรับปรุงภูมิทัศน์ 2 ฝั่งคลอง ส่วน สทนช. ให้เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรุงเทพมหานคร เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง โครงการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวคลองแสนแสบและคลองสาขา ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 1 กันยายน 2563

สถานการณ์น้ำปัจจุบัน ภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์น้อย แม้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น กรมชลประทานเร่งเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์น้อย แม้จะมีฝนตกลงมาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและมีน้ำเก็บกักมากขึ้น แต่ยังคงต้องจัดสรรน้ำตามแผนฯ อย่างเคร่งครัด ร่วมกับการบริหารจัดการน้ำและระบายน้ำตามความเหมาะสม โดยเน้นเก็บกักน้ำในเขื่อนและใช้ประโยชน์จากน้ำท่าธรรมชาติให้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(1 ก.ย. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 33,832 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 เป็นน้ำใช้การได้ 10,417 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 37,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,762 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 3,066 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนที่ตกยังต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์น้อยตามไปด้วย ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม คาดว่าจะมีปริมาณฝนตกชุกมากขึ้น ซึ่งกรมชลประทานจะเน้นเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 31 สิงหาคม 2563

ปภ. รายงานเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัย ดินสไลด์ 16 จังหวัด ปัจจุบันคลี่คลายแล้วทุกจังหวัด 

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนประเทศไทย และอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน 31สิงหาคม 2563 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัยและดินสไลด์ในพื้นที่ 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง ลำพูน ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กาฬสินธุ์ นครพนม ขอนแก่น สิงห์บุรี และสกลนคร รวม 63 อำเภอ 222 ตำบล 960 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 20,886 ครัวเรือนปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้วและอยู่ระหว่างฟื้นฟูในทุกจังหวัด 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว รวมถึงเร่งสำรวจและประเมินความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน เครื่องมือและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ ยุ้งข้าว พื้นที่การเกษตร สาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคมโดยเร่งด่วนเพื่อกำหนดรูปแบบและแนวทางในการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 30 สิงหาคม 2563

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า วันนี้ (30 ส.ค. 63) ที่โรงแรมแพร่นครา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในพื้นที่ว่า ปัจจุบันทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้นำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ตั้งแต่เรดาตรวจอากาศ การประมวลผล จนถึงแอปพลิเคชั่นส่งถึงสมาร์ทโฟนถึงมือประชาชน ให้รวดเร็ว ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ และมีการปรับภาษาที่เข้าใจง่ายในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการดำรงชีวิตของประชาขนอย่างมีความสุข รวมถึงการสนับสนุนข้อมูลภาครัฐและเอกชน ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาได้หลากหลายสาขาอาชีพ ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น

          กรมอุตุนิยมวิทยา ยังมีช่องทางในการสื่อสารถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั้งทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา มีการสร้างการรับรู้ มีเครือข่าย ให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ มีสถานีอุตุนิยมวิทยาในการตรวจ เฝ้าระวัง รายงาน เตือนสภาวะอากาศและอากาศเพื่อการบิน รวมทั้งแผ่นดินไหวในพื้นที่รับผิดชอบ อีกทั้ง ทำการตรวจ เฝ้าระวัง ติดตาม ศึกษา และวิเคราะห์สภาวะอากาศ โดยมีการปฏิบัติงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

          อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวอีกว่า พายุ "ไมสัก" ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยแต่อย่างใด แต่ในระยะตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 2 กันยายน 2563 จะมีฝนตกลงมาในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะมีผลกระทบในหลายจังหวัด แต่จะไม่มากเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งมีพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ระมัดระวังจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 29 สิงหาคม 2563

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ 6 ชนิด รวม 360 ตัว โดยเฉพาะปล่อยละองหรือละมั่งพันธุ์ไทยในทุ่งกะมัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เพื่อเพิ่มประชากรสัตว์ป่าประเทศให้คืนความสมบูรณ์ของผืนป่า

                              นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดโครงการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ “ส่งสัตว์ป่าคืนวนา เพื่อป่าสมบูรณ์” บริเวณทุ่งกะมัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์สัตว์ป่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อนุรักษ์สายพันธุ์แท้ และเพิ่มความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ครั้งนี้ได้ปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ 6 ชนิด รวม 360 ตัว ประกอบด้วย ละอง หรือละมั่งพันธุ์ไทย 7 ตัว , เนื้อทราย 20 ตัว , เก้ง 10 ตัว , นกยูงไทย 23 ตัว , ไก่ฟ้าพญาลอ 200 ตัว และไก่ฟ้าหลังขาว 100 ตัว เพื่อปรับปรุงพันธุ์สัตว์ป่า แก้ปัญหาเลือดชิด และมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากขึ้น โดยคัดเลือกสัตว์ป่าจากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียวที่มีสุขภาพสมบูรณ์ เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ และได้เตรียมความพร้อมปรับสภาพให้สัตว์ป่าสามารถดำรงชีวิตในธรรมชาติได้ พร้อมทั้ง ยังเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจโรค การติดเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ เพื่อศึกษาและติดตามตัว และพฤติกรรมสัตว์ป่าหลังปล่อยคืนสู่ธรรมชาติด้วย

                          ด้าน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัจจุบันพบเนื้อทรายที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย สืบต่อสายพันธุ์ และกระจายออกจากบริเวณที่ปล่อยไปยังพื้นที่ข้างเคียงมากขึ้นกว่า 200 ตัว แล้วยังปล่อยเนื้อทรายในพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆต่อเนื่อง ทำให้ประชากรเนื้อทรายเพิ่มขึ้นจนถูกถอดชื่อออกจากบัญชีสัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ถือเป็นความสำเร็จของการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าหายากและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 28 สิงหาคม 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่ง สร้างจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนตามถนนสายหลักทั่วประเทศ แก้ปัญหาหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแหล่งน้ำของประชาชน

                         นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงโครงการศึกษาสำรวจจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนตามถนนสายหลักทั่วประเทศให้กับเทศบาลตำบลบ้านแฮด และจุดจ่ายน้ำบาดาลที่โรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย หมู่ 4 ตำบลบ้านแฮด อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดหาน้ำอุปโภค-บริโภคให้กับประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำสะอาดทั่วประเทศ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ทำโครงการศึกษาสำรวจจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนตามถนนสายหลักทั่วประเทศรองรับการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภค-บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแหล่งน้ำของประชาชน ปัจจุบันเสร็จแล้ว 25 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 981,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีพื้นที่ทำโครงการศึกษาการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน เพื่อจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนในการอุปโภค-บริโภคให้ประชาชน 279 แห่ง แล้วยังเป็นแหล่งน้ำเสริมช่วยลดค่าครองชีพ และเพิ่มจุดให้บริการน้ำบาดาลให้ประชาชน ภาพรวมประชาชนจะได้รับประโยชน์กว่า 190,000 ครัวเรือน และปริมาณน้ำรวม 12 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทั้งนี้ อยากขอให้ผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่บ้านแฮดช่วยกันดูแลรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน สิ่งสำคัญทุกคนต้องแบ่งปันน้ำกินน้ำใช้กันอย่างทั่วถึงและเพียงพอในพื้นที่

                      ด้าน นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า รูปแบบโครงการศึกษาสำรวจจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนตามถนนสายหลักทั่วประเทศในพื้นที่โรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย ตำบลบ้านแฮด อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ประกอบด้วย บ่อผลิตน้ำบาดาล พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 บ่อ , หอถังประปาสูง 16.72 เมตร มีความจุ 65 ลูกบาศก์เมตร , ระบบผลิตน้ำดื่ม Reverse Osmosis (RO) อัตราการผลิตน้ำดื่ม 250 ลิตรต่อชั่วโมง , ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 3,200 วัตต์ โดยสามารถให้บริการประชาชนครอบคลุมทั้งตำบลบ้านแฮด 2,201 ครัวเรือน ครอบคลุมประชากร 6,739 คน รวมถึงประชาชนที่สัญจรไป-มาบนถนนมิตรภาพนี้ด้วย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 27 สิงหาคม 2563

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกันพัฒนาการศึกษาวิจัยการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล นำร่องศึกษาแหล่งกำเนิด PM 2.5 คาด เห็นผลใน 6 เดือน

                           นายประลอง ดํารงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พร้อมด้วย นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกันลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการศึกษาวิจัยในประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งงานวิจัยด้านป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และแสดงเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นการสนับสนุนแผนงานวิจัยภายใต้ "ชุดโครงการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของประเทศไทย" พร้อมเชื่อมโยงคนผลิตให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข และเพิ่มเติมได้ด้วยการรับฟังความเห็นของทั้ง 2 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการประเมินมาตรการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" // การประเมินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบเชิงสุขภาพ คุณภาพชีวิต และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสุดท้าย การศึกษาเพื่อนำมาตรการสู่การปฏิบัติในการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญเป็นการ เชื่อมโยงข้อมูลทางวิชาการใช้แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 บนความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วนงานภาครัฐกับสถาบันการศึกษา 5 แห่ง รวม 4 แผนงาน 8 โครงการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เบื้องต้นจะนำร่องศึกษาการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งกำเนิด PM 2.5 ภาคการขนส่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล คาดว่า จะเห็นผลภายใน 6 เดือน

                            ด้าน นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมากรุงเทพมหานครและปริมณฑลประสบปัญหาค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเกินค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในชั้นบรรยากาศ ซึ่งประเทศไทยช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปีจะประสบปัญหาฝุ่นละออง แล้วส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน ที่สำคัญส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการแก้ปัญหาเกิดมาเป็นวาระแห่งชาติ ด้วยการดึงงานวิจัยเข้าใช้แก้ปัญหาที่สามารถขับเคลื่อนสู่การนำไปใช้ประโยชน์แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีอากาศบริสุทธิ์และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีจากสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในอนาคต

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 26 สิงหาคม 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เพิ่มจุดเก็บน้ำและชะลอน้ำตอนบนเพื่อตัดยอดน้ำหลากลุ่มน้ำยมและเก็บกักน้ำส่วนเกินไว้ใช้หน้าแล้งหน้า ขณะนี้เหลือน้ำคงค้าง 80 ล้านลูกบาศก์เมตร คาด จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติสิ้นเดือนนี้

                นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ว่า หน่วยงานต่างๆกำลังเร่งช่วยเหลือประชาชนจากปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากน้ำหลากจากตอนบนลงมา หลังเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ต่อเนื่อง ขณะนี้น้ำใน จ.สุโขทัย เลยจุดสูงสุดของระดับน้ำแล้วและจะลดลงตามลำดับ ส่วนปริมาณน้ำท่วมสูงสุดได้ไหลผ่านอำเภอเมือง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ระดับน้ำได้ลดลงต่ำกว่าระดับตลิ่งแล้วเมื่อเวลา 20.00 ของเมื่อวานนี้ (25 ก.ค.63) เบื้องต้น กอนช.ประเมินปริมาณน้ำหลากมีทั้งหมด 384 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลผ่านไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ จึงเหลือน้ำคงค้างและอยู่ระหว่างเร่งระบายในพื้นที่อีกประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีพื้นที่น้ำท่วมในสุโขทัยและพิษณุโลก 73,481 ไร่ คาดการณ์ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้ สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากน้ำหลากสามารถเก็บกักไว้ในลำน้ำสายหลักและสาขาในทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ได้ประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นน้ำต้นทุนสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ โดยปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจะไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ในวันที่ 1 กันยายนในอัตราสูงสุด 1,238 ลูกบาศก์เมตรวินาที ซึ่งลำน้ำรับได้ 3,500 ลูกบาศก์เมตรวินาที แล้วจะไหลลงมาที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทในวันที่ 2 กันยายน ในอัตรา 200 ลูกบาศก์เมตรวินาที จึงให้กรมชลประทานเร่งผันน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตกในอัตรา 93 ลูกบาศก์เมตรวินาที และฝั่งตะวันออก ในอัตรา 62 ลูกบาศก์เมตรวินาที เพื่อเก็กกักน้ำไว้ในระบบชลประทานและใช้เป็นน้ำต้นทุนส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรที่กำลังขาดแคลนน้ำอยู่ในปัจจุบัน ผ่านระบบชลประทาน ส่งผลประโยชน์ต่อพื้นที่ตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำด้วย และการผันน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ไปยังสถานีสูบน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อสูบน้ำส่งไปเก็บในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

                    เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวย้ำว่า สทนช. เตรียมแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยมทั้งระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มจุดเก็บกักน้ำและชะลอน้ำทุกรูปแบบในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมและเก็บกักน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง ที่ผ่านมารัฐบาลได้พัฒนาแหล่งน้ำตามแผนหลักลุ่มน้ำยม (ปี 2564 – 2580) ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีแผนหลักดำเนินการ 3 ส่วนหลัก คือ ยมตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง ซึ่งเป้าของแผนหลักลุ่มน้ำยม 20 ปี ต้องสามารถพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตอนบน - ตอนกลาง 800 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชะลอน้ำตอนล่าง 833 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 253,630 ไร่ และลดปัญหาน้ำท่วมได้ 54,159 ไร่ 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 25 สิงหาคม 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) คาดการณ์ ปริมาณน้ำจำนวนมากจะช่วยเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆไว้ใช้หน้าแล้งหน้า ส่วนน้ำหลากจากแม่น้ำยมจะไหลเข้าสู่ทุ่งรับน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้สำรองใช้

               นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กล่าวว่า จากการประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าสะสมช่วง 7 วันที่ผ่านมา พบสถานการณ์ฝนตกหนักช่วงที่ผ่านมาส่งผลดีทำให้มีน้ำไหลเข้าเก็บกักในเขื่อนไว้สำหรับหน้าแล้งหน้าเพิ่มมากขึ้น เช่น เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำไหลเข้า 680 ล้านลูกบาศก์เมตร // เขื่อนภูมิพล น้ำไหลเข้า 95 ล้านลูกบาศก์เมตร // เขื่อนวชิราลงกรณ น้ำไหลเข้า 84 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าในอีก 3 วันจากนี้ไป แบ่งเป็น เขื่อนสิริกิติ์ คาดการณ์จะมีน้ำไหลเข้าเพิ่มอีก 480 ล้านลูกบาศก์เมตร // เขื่อนภูมิพล คาดการณ์มีน้ำไหลเข้า 81 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนวชิราลงกรณ คาดการณ์น้ำไหลเข้า 139 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ทางตอนล่างที่มีความกังวลจะได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำจากตอนบนไหลหลากเข้าท่วม กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ประเมินสถานการณ์น้ำ ณ สถานี C2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พบมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 182 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากความจุลำน้ำ 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังสามารถรับปริมาณน้ำได้อีกกว่า 3,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

               ขณะที่ปริมาณน้ำหลากจากแม่น้ำยมจะไหลเข้าสู่ทุ่งรับน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งปีถัดไป จึงขอให้ประชาชนมั่นใจปริมาณน้ำจะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับของการเกิดอุทกภัย สิ่งสำคัญ กอนช. จะบริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้ง ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 24 สิงหาคม 2563 

        หลังจากจังหวัดระยอง ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นผลมาจากปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจาก 1,500 มิลลิเมตร เหลือเพียง 850 มิลลิเมตร ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่ง ของจังหวัดระยอง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกราย หนองปลาไหล คลองใหญ่ ประแสร์ และคลองละโอก มีปริมาณน้ำเหลือเพียงร้อยละ 11 ของความจุอ่าง ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำประปาสำหรับการอุปโภค/บริโภค กลุ่มภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มภาคอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำมากที่สุดสูงถึงร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำทั้งหมด ต้องหาซื้อน้ำจากเอกชนมาใช้ภายในโรงงานอุตสาหกรรมของตนเอง สถานการณ์ขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมและนักลงทุนในเขตพื้นที่อีอีชี เริ่มไม่เชื่อมั่นในระบบบริหารจัดการน้ำของจังหวัดระยอง

        นายสุรชัย นำนาผล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยอง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำระดับจังหวัดขึ้น เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของจังหวัดระยองมีเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการและสามารถรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC โดยวางแผนการดำเนินงาน คือการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม การสร้างโครงข่ายน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียง การสูบผันน้ำกลับเข้ามาเติมในอ่างและการขุดลอกแหล่งน้ำที่ตื้นเขิน คิดเป็นปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2563 -2580 มี ประมาณ 800 ล้าน.ลบ.ม ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อย่างแน่นอน

        สำหรับการผันน้ำกลับเข้ามาเติมในอ่าง เป็นอีกมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำนั้นพลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ลงพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 ได้เล็งเห็นความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้รับ จึงได้อนุมัติโครงการสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพาน อำเภอวังจันทร์ มาเติมยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ทำให้ได้น้ำเพิ่มถึงวันละ 400,000 ลบ.มหรือประมาณ 50 ล้าน.ลบม ต่อปี เพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

        อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดระยอง โครงการชลประทานระยอง เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและการสร้างโครงข่ายน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียง จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขาจอมแห และโครงการแผนแม่บทการบูรณาการระบบการจัดการน้ำจังหวัดระยองสู่ความยั่งยืน เพื่อสร้างประสิทธิภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดระยอง 

 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 23 สิงหาคม 2563

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ชี้แจงถึงกรณีนายกสมาคมการประมงจังหวัดพังงา เปิดเผย ผลการประชุมของสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 โดยระบุว่า ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงไม่ยุติธรรมเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงและขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง พร้อมขอความชัดเจนภายใน 7 วัน โดยให้หยุดกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงทั้งหมด แก้ไขกฎหมายประมง เร่งซื้อเรือออกนอกระบบ ยกเลิกการบังคับติด VMS ในเรือที่ต่ำกว่า 30 ตันกรอส และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางกฎหมายประมงที่ผ่านมา ว่าภาครัฐได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการทำประมงทั้งระบบที่สั่งสมมาช้านานในทุกขั้นตอนกระบวนการอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวประมงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้การใช้ประโยชน์ของทรัพยากรประมงในประเทศเกิดความยั่งยืนและต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชาวประมงเป็นสำคัญ ทั้งการผ่อนคลายกฎ ระเบียบ คำสั่งที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง  การเสนอแก้ไขพระราชกำหนดการประมง  ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว ยกเลิกระบบติดตามเรือ หรือ VMS /และมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย ซึ่งกรมประมงได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า กรมประมงเข้าใจ เห็นใจและไม่นิ่งนอนใจ ต่อปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง แต่ในทุกการปรับเปลี่ยนนั้น ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบเป็นไปตามกติกาสากลเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรประมง ควบคู่ไปกับวิถีความเป็นอยู่และอาชีพของพี่น้องชาวประมงที่มั่นคงผู้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ