สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 13 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.naewna.com/lady/517916

นายเพตเตรี ทาลาส เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติที่สำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวในรายงานว่า ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณความหนาแน่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ในขณะที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีผลกระทบระยะยาวเพียงเล็กน้อย การที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างฮวบฮาบเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับระดับของความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกที่มีความหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น กล่าวว่า ความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 3 ล้านปีอยู่แล้ว ยังคงมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เน้นให้เห็นว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเพิ่มขึ้นทั่วโลกเท่าใดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ในรายงานของหลายหน่วยงานของสหประชาชาติกล่าวว่า ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรงงานและสำนักงานต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดอีกครั้ง และมีการกลับมาเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในระดับร้อยละ 5 ของระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2019

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 12 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/132937

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เตือนว่า จากการศึกษาและติดตามประชากรสัตว์ป่าของโลก พบว่าลดลงโดยเฉลี่ย 68% ในช่วงเวลาไม่ถึง 50 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการบริโภคของมนุษย์

รายงาน The Living Planet ประจำปี 2020 ประเมินจำนวนประชากรที่ลดลงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมมากกว่า 4,392 ชนิด ระหว่างปี 1970 ถึง 2016 รายงานระบุว่า จำนวนสัตว์ป่าที่มีอยู่มากกลับลดลงอย่างมาก อาจร้ายแรงถึงระดับ “ไม่เคยปรากฏในรอบหลายล้านปี” รายงานยังระบุว่า ภูมิภาคละตินอเมริกา และแคริบเบียน เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในโลก โดยจำนวนประชากรสัตว์ป่าลดลงเฉลี่ย 94%

การเปลี่ยนแปลงของทุ่งหญ้า ทุ่งสะวันนา ป่าไม้ และที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชุ่มน้ำ การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่ามากเกินไป การนำสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองเข้าระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวเร่งหลักที่ลดประชากรสัตว์ป่า และจากข้อมูลของ WWF การทำลายระบบนิเวศในขณะนี้ได้คุกคามสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านชนิด สัตว์และพืชรวมกัน 500,000 ชนิด และแมลง 500,000 ชนิด ซึ่งจะสูญพันธุ์ไปในอีกไม่กี่ทศวรรษหรือศตวรรษข้างหน้า

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 11 กันยายน 2563

กรมทรัพยากรธรณี ย้ำ ผลการตรวจสอบ "หินนิ้วมือ" เป็น “แร่ควอตซ์สีขาว” มีคุณสมบัติคงทนต่อการกัดกร่อนสูงและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบ                    

                    นายปรัชญา บำรุงสงฆ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณี ได้ส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 4 พร้อมด้วย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพังงา และหน่วยงานในท้องถิ่น ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง "หินนิ้วมือ" บริเวณเกาะคอเขา ม.2 บ้านนอกนา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พบหินที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายนิ้วมือมีเล็บติดสีขาว ขนาดกว้างยาวประมาณ 1 - 3 เซนติเมตร สามารถยืนยันได้ว่าหินนิ้วมือดังกล่าวเป็นกรวดชนิดแร่ควอตซ์ (Quatz) สีขาว สะสมตัวแบบทุติยภูมิในหินตะกอนชนิดหินทรายเนื้อปนกรวด หมวดหินเกาะเฮ กลุ่มหินแก่งกระจาน ยุคเพอร์เมียน โดยกรวดที่พบในหินทรายประกอบด้วยแร่ควอตซ์ แร่เฟลด์สปาร์ หินทรายแป้ง และหินแกรนิต ซึ่งในพื้นที่โดยรอบสามารถพบกรวดที่มีลักษณะตามธรรมชาติแบบต่างๆปะปนในเนื้อหินอยู่ทั่วไป ดังนั้น “หินนิ้วมือ” ดังกล่าว คือ “แร่ควอตซ์สีขาว” ที่มีคุณสมบัติคงทนต่อการกัดกร่อนสูงและเกิดขึ้นเองโดยกระบวนการทางธรรมชาติ                    

                    สำหรับพื้นที่ที่พบ “หินนิ้วมือ” มีความเหมาะสมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ทางธรณีวิทยาต่อไป เนื่องจากมีภูมิประเทศที่โดดเด่นและมีลักษณะธรณีวิทยาที่น่าสนใจสำหรับการศึกษา สำรวจ และค้นหาเพิ่มเติมในอนาคต

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 10 กันยายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านการประกวดแข่งขัน "Low Carbon Contest : Vlog - The Journey"

                           นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดแข่งขัน "Low Carbon Contest : Vlog - The Journey" จัดโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , สมาคมมัคคเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และบริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด ในนามบริษัทสารคดี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นความสำคัญของภาวะโลกร้อน แล้วร่วมลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะสร้างการมีส่วนร่วม แล้วร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของตนเอง และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย รวมทั้ง สร้างการเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดทางวัฒนธรรม (Advocator/Influencer) แนะนำ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำผ่านสื่อสังคม โดยจะนำผลงานที่ผ่านการคัดเลือก ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อแนะนำการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำให้แพร่หลายผ่านสื่อในช่องทางต่างๆ ควบคู่กับเชิญชวนให้ร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจกและลดโลกร้อนผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำด้วย   

                       สำหรับกิจกรรมครั้งนี้มีผู้สมัคร 461 ทีม มีส่ง Vlog เข้าประกวด 173 คลิป โดยมี 3 ทีมได้รับรางวัลดีเด่น รางวัลละ 30,000 บาท คือ ทีมลาเต้ ชื่อ “นครศรีธรรมชาติ” // ทีม SpeakUp ชื่อ “น่าน...ไง จะที่ไหนล่ะ!” และ ทีม this footage is recycleable ชื่อ “กรีนไว้ก่อน : กรีนนะจ๊ะบุรี อีโค่ยันเงา ดูงู เข้าป่า พาล่องน้ำ ทำบ้านดินที่กาญฯ” ส่วนรางวัลชมเชยมี 7 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท และรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 9 กันยายน 2563

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่ง เดินหน้าแผนแก้ปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีนหลังพบมีสภาพเสื่อมโทรมสาเหตุจากการระบายน้ำเสียจากภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม

                นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากการประชุม "ประชารัฐร่วมใจ แก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีน" ร่วมกับจังหวัดที่เกี่ยวข้องทั้งสุพรรณบุรี ชัยนาท นครปฐม และสมุทรสาคร รวมถึง ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ชุมชน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) ภาคประชาชน และภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการจัดการน้ำเสียในสถานประกอบการ แนะแนวทางการบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ให้ความรู้เกี่ยวแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายทางด้านสิ่งแวดล้อม และให้คำปรึกษาในการปรับปรุงแก้ระบบบำบัดน้ำเสีย หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งแก้ปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำท่าจีนมีสภาพเสื่อมโทรมมาต่อเนื่อง ด้วยการกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาคุณภาพน้ำของประเทศ ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจสภาพลุ่มน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่แม่น้ำท่าจีน พบแม่น้ำท่าจีนมีสภาพเสื่อมโทรมและไม่เป็นไปตามประเภทการใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง สาเหตุมาจากการระบายน้ำเสียจากภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม เช่น ฟาร์มสุกร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนาข้าว ทั้งนี้ คพ. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพลุ่มน้ำท่าจีน แบ่งเป็น การป้องกัน ควบคุม กำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมาย // การลดการระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ // การติดตามตรวจสอบ และการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ // การปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งน้ำ และสุดท้าย การสร้างการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกให้กับทุกภาคส่วน

                อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวย้ำว่า การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพลุ่มน้ำท่าจีน หากประสบความสำเร็จจะเป็นการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม แล้วยังส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยในอนาคต

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 8 กันยายน 2563

                นายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวหลังจากลงพื้นที่ติดตามการบำบัดน้ำเสียของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และผลการพัฒนาด้านการจัดการน้ำเสียของศูนย์ราชการ ว่า ศูนย์ราชการฯ มีบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังจัดตั้งให้บริหารอาคารของศูนย์ราชการฯ และดูแลระบบบำบัดน้ำเสียภาพรวม แบ่งเป็น กลุ่มอาคาร 8 หลัง ที่มีหน่วยงานราชการประมาณ 100 หน่วยงาน รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 650,000 ตารางเมตร ซึ่งเข้าข่ายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอาคารประเภท ก ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่ต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พบมีหน่วยงานเพียง 30 หน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามกรมควบคุมมลพิษกำหนด จึงได้พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียในทุกหน่วยงานให้ดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบันมีน้ำเสียจากอาคารต่างๆภายในพื้นที่ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดได้มาตรฐานแล้วร้อยละ 80 แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการรดน้ำต้นไม้ ล้างพื้น และถนน เมื่อเทียบกับอดีตสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น ส่วนผลการตรวจสอบน้ำทิ้งของเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทำให้ ธพส. ได้รับการยกย่องอยู่ในระดับเหรียญทองในปัจจุบันและสามารถเป็นตัวอย่างของการบำบัดน้ำเสียของหน่วยงานราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                ด้าน นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ศูนย์ราชการฯ ถือเป็น 1 ใน 197 หน่วยงานที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ “อาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย” ของกรมควบคุมมลพิษในปี 2563 เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นส่งเสริมให้องค์ความรู้คำแนะนำ เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานมีการจัดการน้ำเสียจากอาคารและระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม จะเป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หากหน่วยงานใดที่ผ่านเกณฑ์ประเมินของโครงการจะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7 กันยายน 2563

ที่มา : https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9630000091366

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ได้โพสต์ภาพการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ในการเก็บกู้อวน สมอเรือ และเก็บขยะใต้ท้องทะเล ณ บริเวณเกาะกะโหลก ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นปัญหาต่อการฟื้นฟูแนวปะการัง และสาเหตุหนึ่งที่ทำอันตรายต่อสัตว์ทะเล

สุวรรณเนาว์ แสนสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จัดชุดตรวจลาดตระเวนใต้น้ำ (เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา เวลา 08.30-16.30 น.) โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 1 จังหวัดชุมพร พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบการวางลอบ อวน และอุปกรณ์ทำการประมงอื่นๆ ที่ทำลายทรัพยากรในทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ผลปรากฏว่าพบสมอเรือ จำนวน 3 อัน และทำการเก็บกู้ รวมทั้งยังเก็บขยะใต้ท้องทะเล บริเวณเกาะกะโหลก ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งพบขยะจำนวนประมาณ 120 กิโลกรัม และได้ทำการนำมารวบรวมไว้เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6 กันยายน 2563

ที่มา : https://mgronline.com/travel/detail/9630000091109

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” เผยภาพตัวเป็นๆ ของ “กิ้งกือมังกรสีชมพู” สัตว์สายพันธุ์หายากพบหนึ่งเดียวในโลกที่เมืองไทย ที่กำลังเดินอวดโฉมความงามที่ “หุบป่าตาด” แหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์เลื่องชื่อของ จ.อุทัยธานี

“กิ้งกือมังกรสีชมพู” สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ ที่ถูกการันตีด้วยการประกาศให้เป็นสุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ในอันดับที่ 3 ของโลก จากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในด้านความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก

ที่ได้ชื่อว่า “กิ้งกือมังกรสีชมพู” นั้น เพราะอยู่ในวงศ์กิ้งกือมังกร (พาราดอกโอโซมาติเดีย) บวกกับสีชมพูสดใส และยังมีลักษณะเด่นด้วยลวดลายและปุ่มหนาคล้ายมังกร เมื่อโตเต็มวัยจะมีลำตัวยาว 7 ซม. มี 20 – 40 ปล้อง ที่สำคัญและต้องระวังสำหรับนักท่องเที่ยวคือ สามารถขับสารพิษประเภทไซยาไนด์ เพื่อป้องกันตัวได้อีกด้วย

สำหรับ “กิ้งกือมังกรสีชมพู” (Shocking pink millipede) เจ้าสัตว์ประหลาดหนึ่งเดียวในโลกที่พบแห่งแรกที่หุบป่าตาดแห่งนี้ ถูกค้นพบโดยสมาชิกในชมรมคนรักกิ้งกือ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 พบครั้งแรกที่หุบป่าตาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน จังหวัดอุทัยธานี

เดิมกิ้งกือมังกรสีชมพูพบในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกที่หุบป่าตาดเท่านั้น แต่ล่าสุดมีรายงานว่าพบเจ้ากิ้งกือมังกรสีชมพูที่ผืนป่าในจังหวัดกำแพงเพชรด้วย

หลังการค้นพบ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ได้นำมาศึกษาภายใต้โครงการวิจัยกิ้งกือและไส้เดือนดิน และร่วมกับ ศ.เฮนริค อิงฮอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งกือชนิดใหม่ของโลก และให้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Desmoxytes purpurosea และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ ซูแทกซา (Zootaxa) ตั้งแต่ปี 2550

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/132651

ในช่วงปี 2562 ถึง 2565 มีแท่นขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยหมดสัมปทานและต้องรื้อถอนออกไปกำจัด ซึ่งงบประมาณในการกำจัดขาแท่นเหล่านี้ค่อนข้างสูง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงร่วมกับบริษัทเอกชนและนักวิชาการ นำขาแท่นที่หมดอายุการใช้งานมาใช้ทำปะการังเทียม หลังทำการศึกษามาตั้งแต่ปี 2556 แล้วพบว่า ขาแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ประจำการในอ่าวไทยนานหลายปีมีสิ่งมีชีวิตมาเกาะติดและมีปะการังเกิดขึ้นจำนวนมาก

แท่นขุดเจาะน้ำมันที่หมดอายุการใช้งานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ถูกลากจากอ่าวไทยมาถึงบริเวณเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเตรียมล้มทำปะการังเทียม ตามโครงการนำร่อง เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล หลังศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ปี 2556 และ รับฟังความคิดเห็นคนในพื้นที่ไปตั้งแต่ปี 2561

ขาแท่นที่นำมาล้มทำปะการังเทียมล่าสุด เป็นขาที่ 4 จากเป้าหมายที่จะวางทั้งหมด 7 ขา โดยจะจัดวางในพื้นที่ 0.05 ตารางกิโลเมตร  ในความลึกประมาณ 40 เมตร การนำขาแท่นขุดเจาะน้ำมันที่หมดอายุการใช้งานทั้งหมด 7 ขาครั้งนี้ เป็นโครงการนำร่อง ที่ต้องติดตามผลอีก 2 ปี และหากได้ผลที่ดี คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ อาจจะอนุมัติให้นำขาแท่นที่ปลดระวางมาใช้ประโยชน์ในแง่นี้มากขึ้น

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.naewna.com/local/516007

นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานเปิดจัดการประชุมประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติและหลักเกณฑ์การทำแผนบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยมีคณะผู้บริหารกรมอุทยานแห่งชาติฯ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ คณะกรรมการกำกับการศึกษาโครงการฯ  ตัวแทนคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง  ตัวแทนภาคประชาชน  องค์กรหน่วยงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ เข้าร่วมประชุมฯ จำนวน 300 คน  ณ ห้องประชุมคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

นายจงคล้าย วรพงศธร กล่าวว่า จากนโยบายการบริหารจัดการการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เดิมอุทยานแห่งชาติเป็นอุทยานแห่งชาติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ผ่านมาเกือบ 60 ปี จึงมีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ฉบับนี้มีสาระสำคัญที่กำหนดให้มีการจัดทำนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติทุกแห่งต้องมีแผนบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ให้มีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายและเจตนารมณ์ของการประกาศจัดตั้งพื้นที่ให้ได้

ดังนั้น การประชุมประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติ และหลักเกณฑ์การจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมจะได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น เพื่อให้คณะที่ปรึกษาได้นำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติ และหลักเกณฑ์การจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติมีความครบถ้วนสมบูรณ์ นำไปสู่การปรับปรุงเพื่อเสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อประกาศใช้บังคับต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.ดรรชนี เอมพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กล่าวว่า การประชุมประชาพิจารณ์ครั้งนี้ เป็นการร่วมแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 3 โดยสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ว่าจ้างคณะวนศาสตร์ ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เป็นที่ปรึกษาโครงการจัดทำร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติและหลักเกณฑ์การจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 เพื่อให้เป็นไปตามหลักวิชาการในการจัดการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งโครงการดังกล่าวใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบ และเพื่อเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติและหลักเกณฑ์การจัดทำแผนการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ตลอดจนชี้แจงสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ หน่วยงาน ผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน และประชาชนทั่วไป ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ แล้วนำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะมาจัดทำร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติและร่างหลักเกณฑ์การบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติให้เสร็จสมบูรณ์ จึงเป็นที่มาของการจัดการประชุมประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อร่างนโยบายการจัดการอุทยานแห่งชาติและร่างหลักเกณฑ์การบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 3 กันยายน 2563

คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เร่ง ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมรวบรวมตัวเลขความจำเป็นต้องขอนำเข้าเศษขยะพลาสติกจากต่างประเทศเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกมาเสนอในวันที่ 11 กันยายน หลังโควต้าการนำเข้าขยะพลาสติกของภาคอุตสาหกรรมจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ 

                นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์วันนี้ (3 ก.ย.63) ได้ติดตามความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานของคณะทำงาน 3 ชุดที่ได้แต่งตั้งขึ้นเมื่อการประชุมครั้งก่อน เพื่อปฏิบัติงานลงลึกรายละเอียดและวางมาตรการแก้ปัญหาการนำเข้าขยะพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์ก่อนก้าวสู่การยกเลิกนำเข้าเด็ดขาดในอนาคต เพื่ออุดช่องว่างการลักลอบนำเข้าและลดการแบกรับภาระปัญหาสิ่งแวดล้อมของประชาชน ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการพัฒนากลไกการจัดการพลาสติกและซากอิเล็กทรอนิกส์ , คณะทำงานด้านการส่งเสริมและรณรงค์ประชาสัมพันธ์การจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ และคณะทำงานด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติก ภาพรวมขยะพลาสติกมีความคืบหน้ามากขึ้นและสามารถกำจัดไปได้แล้วบางส่วน หลังประเทศไทยได้หยุดนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศ พร้อมกับการยกเลิกการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 422 รายการตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 เหลือเพียงการนำเข้าตามโควตาเดิมที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเสนอได้ขอไว้เท่านั้นที่จะสิ้นสุดลงสิ้นเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากในปี 2564 ประเทศไทยจะยกเลิกการนำเข้าและปราศจากขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้แสดงเจตจำนงค์ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมบางประเภทยังมีความจำเป็นต้องขอนำเข้าเศษขยะพลาสติกจากต่างประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก แล้วนำไปแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เส้นใย ซึ่งวัตถุดิบที่มีภายในประเทศไม่เพียงพอ จึงให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกลับไปสำรวจตัวเลขเศษขยะพลาสติกที่มีในประเทศ ผู้ประกอบการมีความต้องการใช้จริงมีจำนวนเท่าไหร่ประเภทใดบ้าง และจำเป็นต้องนำเข้ามาเท่าไหร่ แล้วรวบรวมตัวเลขทั้งหมดมาเสนอในวันที่ 11 กันยายนนี้ เพื่อเทียบข้อมูลวัตถุดิบที่มีและความจำเป็นต้องนำเข้าหรือไม่ 

                รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวย้ำว่า ส่วนพลาสติกที่จะผลิตถุงพลาสติกหูหิ้วจะไม่อนุญาตให้นำเข้ามาผลิตอีกต่อไป ยกเว้นที่ยังเหลือคงค้างในประเทศเท่านั้น สำหรับปริมาณขยะที่ค้างอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่ามีจำนวนเท่าไหร่แล้วจะส่งกลับไปยังประเทศต้นทางหรือไม่ จึงให้กรมศุลกากรกลับไปปรับปรุงและหาแนวทางจัดการกับขยะคงค้างเหล่านี้อย่างไร