สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 24 กันยายน 2563

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน 2563 ล่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ประกอบกับมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมฝั่งอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้เกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยยังคงมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยปริมาณฝนเฉลี่ยที่ตกในทุกพื้นที่สูงสุดร้อยละ 60-80 ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน เฝ้าระวังและรับฟังการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง 

ประชาชนสามารถติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้ ที่เว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือสายด่วน 1182

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 23 กันยายน 2563

พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 5/63 ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งรัดและติดตามการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ การขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่สีเขียวและการเตรียมรับมือกับ PM 2.5

ที่ประชุมรับทราบสถานภาพสุทธิของเงินกองทุนสิ่งแวดล้อม รวม 2,391.94 ล้านบาท และแนวทางการจัดเก็บรายได้จากแหล่งรายได้อื่นๆ และร่วมกันเร่งรัดผลักดันให้มีระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้มีการบังคับใช้โดยเร็ว

พร้อมกันนี้ ร่วมกันติดตามนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน ที่มุ่งระยะสั้น ( 1-5 ปี ) ใน 4 แนวทาง คือ 1) ให้ทุกภาคส่วนมีจิตสำนึกและหน้าที่ในการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว 2) เมืองมีความมั่นคงทางอาหาร สามารถรองรับภัยพิบัติและมีฐานทรัพยากร เพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิตของประชาชน 3) มีเครื่องมือ กลไก เพื่อเอื้อต่อการเพิ่มและการจัดการพื้นที่สีเขียว 4) ตระหนักในภูมิปัญญาท้องถิ่นและส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อสร้างพลังทางสังคม 

นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบโครงการต้นแบบ ในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในไร่นา เพื่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จังหวัดสุพรรณบุรี ของมูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการพัฒนากลุ่มเครือข่ายเกษตรกรและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร

พร้อมทั้ง เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในช่วงวิกฤติ ปี 63-64 จากการจราจรอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง รวมทั้งข้อเสนอด้านกฎหมายรับมือวิกฤติ PM 2.5 โดยให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งกำหนดแผนการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร สร้างความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมกับประชาชนให้มากขึ้น

พลเอก ประวิตร ได้ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังไปพร้อมๆ กัน โดยต้องให้ความรู้กับท้องถิ่น รวมทั้งรับฟังและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้มีบทบาทเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในทุกพื้นที่มากขึ้น สำหรับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ขอให้ ทส.ประสานการทำงานร่วมกับ มท. ถึงระดับท้องถิ่น เร่งขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ให้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่เมือง โดยต้องมีตัวชี้วัดและการประเมินผลที่ชัดเจน

 

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 22 กันยายน 2563

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุ “โนอึล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัย และดินสไลด์ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 29 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร เลย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวม 121 อำเภอ 236 ตำบล 436 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,141 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (ระนอง) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (เพชรบูรณ์) 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 21 กันยายน 2563

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุ “โนอึล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัย และดินสไลด์ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 27 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ลำพูน ตาก เพชรบูรณ์ เลย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวม 93 อำเภอ 205 ตำบล 366 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,932 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (ระนอง) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (เพชรบูรณ์) แยกเป็น พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลาก จำนวน 20 จังหวัด และยังคงมีสถานการณ์ในจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย จำนวน 14 จังหวัด และพื้นที่ได้รับผลกระทบจากดินสไลด์ จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ ระนอง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์  20 กันยายน 2563

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เข้าสู่วันที่ 3 สำหรับปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือประชาชนและคลี่คลายอุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อน “โนอึล” ที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทำงานที่ผ่านมา กองทัพบกได้ส่งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และเครื่องมือทางด้านการช่าง เข้าช่วยเหลือประชาชนในการขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ผู้ประสบอุทกภัยขึ้นที่สูง สร้างแนวกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน เคลื่อนย้ายสิ่งของ เศษซากวัสดุที่กีดขวางทางน้ำ  เปิดเส้นทางและอำนวยความสะดวกด้านการสัญจร  อพยพประชาชนสู่พื้นที่ปลอดภัย เพิ่มความแข็งแรงของแนวกั้นน้ำ หน่วยทหารได้ส่งชุดประเมินภัยพิบัติเข้าติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง หรือน้ำท่วมซ้ำซาก ทั้งนี้ ทุกกองทัพภาคให้ความสำคัญกับการเข้าตรวจสอบและได้วางกำลังในพื้นที่เสี่ยง และการพักแรมอยู่เป็นเพื่อนประชาชนในชุมชน พร้อมให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนเมื่อเกิดเหตุการณ์ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนในแต่กองทัพภาคมีจัดกำลัง พร้อมยุทโธปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และล่าสุด ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยต่อทหารใหม่และทหารกองประจำการที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งพื้นที่ชายแดนและภารกิจช่วยเหลือประชาชนอยู่ในขณะนี้ สั่งการให้ทุกหน่วยทหารตรวจสอบ ทหารกองประจำการ โดยเฉพาะทหารใหม่ ที่ครอบครัวอาจประสบภัยพิบัติในช่วงนี้ ให้ทหารใหม่ได้ติดต่อกับครอบครัว เพื่อสอบถามสถานภาพความเป็นอยู่ หากมีครอบครัวทหารกองประจำการได้รับผลกระทบจากพายุ”โนอึล” หน่วยทหารในจังหวัดนั้นๆ จะเข้าดูแลและประสานความช่วยเหลือกับครอบครัวทหารกองประจำการทันที เพื่อคลายความกังวลให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 19 กันยายน 2563                 

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุ “โนอึล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัย และดินสไลด์ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ จันทบุรี ตราด ระนอง และพังงา รวม 27 อำเภอ 40 ตำบล 52 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 102 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แยกเป็น พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลาก จำนวน 8 จังหวัด พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย จำนวน 7 จังหวัด และพื้นที่ได้รับผลกระทบจากดินสไลด์ จำนวน 1 จังหวัด 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหายเพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 18 กันยายน 2563

ครม. มีมติอนุมัติงบกลาง ปีงบประมาณ ปี 2563 ในการบริหารจัดการน้ำกว่า 6 พันล้านบาท

        สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า  ครม. มีมติอนุมัติงบกลาง ปีงบประมาณ 2563 เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน วงเงินรวม 6,177.77 ล้านบาท เพื่อเตรียมรับมือ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในฤดูฝนปี 2563 จำนวน 5,082.91 ล้านบาท ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โครงการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำและปรับปรุงแหล่งน้ำ 142 แห่ง , โครงการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำชลประทาน 63 แห่ง และโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน 65 แห่ง 

        กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โครงการจัดหาเครื่องสูบน้ำที่มีศักยภาพในการสูบน้ำไม่น้อยกว่า 35,000 ลิตร/นาที และส่งน้ำระยะไกลไม่น้อยกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมอุปกรณ์ 18 คันๆ ละ 45 ล้านบาท วงเงิน 810 ล้านบาท ติดตั้งประจำศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ศูนย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้อนุมัติแล้ว 18 คัน 

        กรมชลประทาน โครงการจัดหาเครื่องจักรกล เพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาอุทกภัย จำนวน 284.86 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ รถปั้นจั่นล้อยาง และเรือขุดแบคโฮ เพื่อทดแทนเครื่องจักรกลเดิมซึ่งมีสภาพเก่า

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 17 กันยายน 2563

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_4923450

ชะตาชีวิตสิงโต ๑๐ ตัวที่รอดพ้นความโชคร้าย เมื่อมีคนช่วยชีวิตจากการเลี้ยงในฟาร์มเพื่อเป็นเหยื่อสำหรับการล่าสัตว์ไปอยู่เขตคุ้มครอง สิงโตเหล่านี้เป็นเหยื่อการล่าสัตว์แบบ “ล่าในกระป๋อง” ที่ประเทศแอฟริกาใต้ สัตว์ป่าถูกเลี้ยง และถูกจำกัดในพื้นที่แคบๆ เพื่อเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ผู้เล่นมักล่าถ้วยรางวัล เป็นวิธีการทารุณกรรมสัตว์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก อาสาสมัครชาวเยอรมันคนหนึ่งซึ่งร่วมงานกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าในทวีปแอฟริกาโพสต์คลิปขณะปล่อยสิงโตเข้าป่าคืนสู่ธรรมชาติ  เมื่อเดือน พ.ย. ๒๕๖๒ ทีมเคยเข้าไปค้นหา และช่วยเหลือสิงโตจากฟาร์มแห่งหนึ่งในประเทศแอฟริกาใต้และเห็นสิงโต ๑๐ ตัวถูกขังโดยไม่ได้รับแสงแดดหรือหญ้า เจ้าหน้าที่ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อช่วยชีวิตสิงโตได้สำเร็จ ในที่นี้รวมถึงการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นระยะทาง ๕,๐๐๐ กม.และใช้เวลาเกือบ ๑๐ ชม. เพื่อย้ายสิงโตจากคอกขัง และดำเนินการด้านเอกสารเพื่อช่วยเหลือสิงโต การเคลื่อนย้ายสิงโตเหล่านี้ต้องใช้ยาสลบเพื่อให้สงบ และลดความเครียดจากการถูกขังในที่มืด และไม่มีหญ้า จากนั้น ขนย้ายขึ้นรถบรรทุกเพื่อไปปล่อยที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าซึ่งพวกมันจะได้เรียนรู้การเป็นสิงโตอีกครั้ง ท่ามกลางป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อีกทั้งจะได้อยู่ด้วยกัน “การล่าในกระป๋อง” เป็นการล่าถ้วยรางวัลที่เป็นการล่าไม่ยุติธรรม เพราะง่ายเกินไปสำหรับนักล่าสัตว์ สัตว์บางตัวถูกขังไว้ในที่จำกัด เช่น มีรั้วกั้นเพื่อให้นักล่าสังหารได้ง่ายขึ้น สิงโตส่วนใหญ่ถูกขังไว้ในคอกขังแคบๆ แทบจะไม่ได้กินอาหาร หรือไม่มีอาหารให้กินเลย และอยู่อย่างไม่ถูกสุขอนามัย อีกทั้งไม่ได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์ทั้งสิ้น นักล่าจะเลือกสิงโตเป็นเป้า และเลือกวิธีการสังหารที่ง่ายที่สุด แม้กระทั่งนั่งยิงปืนในรถ ขณะที่สิงโตไม่มีโอกาสยืน เพราะพื้นที่เล็กและแคบมาก สิงโตเพศผู้มักจะต่อสู้กันเอง เพราะไม่มีอาณาเขตของแต่ละตัว ทำให้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ธุรกิจล่าในกระป๋องเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีฟาร์มสิงโตกว่า ๑๖๐ แห่งที่เลี้ยงสิงโตเพื่อเกิดมาเป็นเป้าของชาวต่างชาติผู้ร่ำรวยและกระหายถ้วยรางวัล คาดว่าอาจมีสิงโตอยู่ในคอกขังประมาณ ๕,๐๐๐ ตัว ส่วนสิงโตในป่าธรรมชาติมีประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว

 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 16 กันยายน 2563

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับพายุระดับ 3 โซนร้อน“โนอึล’’ บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ว่า มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) คาดว่า จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายนนี้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางแห่ง โดยเริ่มมีผลกระทบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน หลังจากนั้นภาคเหนือและภาคอื่นๆ จะมีผลกระทบในระยะต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ตั้งศูนย์วอร์รูม หรือศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อแจ้งเตือน โดยมีคณะทำงานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของพายุดัวกล่าวให้ประชาชนได้รับทราบทุก 3 ชั่วโมง 

        พร้อมคาดการณ์ไว้ 2 เส้นทางที่พายุจะเคลื่อนผ่าน โดยเส้นทางแรก คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย แล้วเคลื่อนตัวต่อไปที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดอุตรดิษถ์ แพร่ และน่าน ส่วนเส้นทางที่ 2 คือ จังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุบลราชธานีเพชรบูรณ์ และพิจิตร เน้นย้ำว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวด้วยว่า พายุโซนร้อน “โนอึล” ที่จะเกิดขึ้น จะช่วยเพิ่มปริมาณนำ้ในอ่างเก็บน้ำได้หลายพื้นที่ ส่วนลุ่มน้ำที่มีปริมาณน้ำระดับสูงอาจได้รับผลกระทบทำให้น้ำล้นตลิ่งได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่เปราะปราง 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 15 กันยายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชื่นชมระบบการบริหารจัดการและบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีประสิทธิภาพ โดยนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์และลดการระบายออกสู่ภายนอก                                     

                นายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และคณะเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ ได้ลงพื้นที่ติดตามการบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและการพัฒนาด้านการจัดการน้ำเสียของโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการจัดการน้ำเสียให้ดีขึ้นและเกิดผลยั่งยืน ถือเป็นหน่วยงานแบบอย่างที่ดีและเป็นต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสียให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานอื่นๆในอนาคต โดย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีน้ำเสียจากอาคารต่างๆของโรงพยาบาลประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ 1 ชุด ขนาด 4,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถรับน้ำเสียจากทุกอาคารของโรงพยาบาล จากวิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และร้านค้าสวัสดิการต่างๆมาบำบัดร่วมด้วย โดยมีศูนย์บริหารสิ่งแวดล้อมและงานอาชีวอนามัยเป็นผู้ดูแลภาพรวม ซึ่งน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดได้มาตรฐานแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ปล่อยลงคลองพญาไทที่เป็นคลองปิด เพื่อนำไปใช้รดน้ำต้นไม้และสนามหญ้าภายในโรงพยาบาล // ส่วนที่ 2 ปล่อยลงคลองสามเสนบริเวณด้านหลังโรงพยาบาล และส่วนที่ 3 สูบใส่ในถังพักน้ำเพื่อนำไปล้างเศษขยะและพื้นห้องขยะ มีการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียอย่างสม่ำเสมอและตรวจสอบน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง พบมีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานต่อเนื่อง ส่วนผลการตรวจสอบน้ำทิ้งของ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พบมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด                                        

                ด้าน พลตรีสุพัษชัย เมฆะสุวรรณดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าให้ความสำคัญด้านการจัดการน้ำเสียและการประหยัดน้ำ ด้วยการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ ลดการระบายออกสู่ภายนอก และเน้นพัฒนาส่งเสริมให้ความรู้การบำบัดน้ำเสียกับชุมชนรอบข้างมาต่อเนื่อง ทั้งนี้ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นอีก 1 ใน 197 หน่วยงานที่ได้เข้าร่วมโครงการ “อาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย” ของกรมควบคุมมลพิษในปีนี้ โดยเน้นความสำคัญพัฒนาด้านการบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ และส่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบข้างในการอนุรักษ์คูคลองด้วย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 14 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/central/1929372

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2554 ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2495 อยู่คู่กับคนไทยมา 60 กว่าปี ไม่เคยเต็มอีกเลย ทั้งที่ภาคประชาชน อุตสาหกรรม การเกษตร และภาคบริการมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2559 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขามีความต้องการใช้น้ำ ประมาณ 18,500 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 21,100 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ในอีก 20 ปี ข้างหน้า

การผันน้ำเข้าในเขื่อนภูมิพลได้มีการศึกษา วิจัย สำรวจมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการสร้างเขื่อนภูมิพลนั้น มีเป้าหมายเพื่อนำน้ำมาใช้ในพื้นที่ภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำต่างๆ แต่หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ทำให้น้ำในเขื่อนภูมิพลไม่เคยเต็ม ทั้งที่ตัวเขื่อนสามารถเก็บกักน้ำได้มากถึง 13,000 ล้าน ลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำเพียงไม่เกิน 70% เกิดพื้นที่ว่างในเขื่อนจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้มีการจัดทำแผนและโครงการศึกษาทบทวนการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล โดยมีการคัดเลือกแนวส่งน้ำที่เหมาะสมสูงสุด

“เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การในอ่างประมาณ 9,000 กว่าล้าน ลบ.ม. แต่ส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำไม่เต็มความจุ เนื่องจากปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยปีละ 5,000 กว่าล้าน ลบ.ม. ทำให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำว่างจำนวนมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการคัดเลือกแนวส่งน้ำเพื่อศึกษาความเหมาะสม ซึ่งได้มีการศึกษาแนวส่งน้ำที่มีศักยภาพ 22 แนว แต่คัดเลือกแนวส่งน้ำ 18 แนว ใน 3 กลุ่มลุ่มน้ำ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำยวม ลุ่มน้ำเงา กลุ่มลุ่มน้ำเมยและสาขา และกลุ่มลุ่มน้ำปาย มาใช้เพื่อการเกษตร บริโภค การประมง การท่องเที่ยว การรักษาระดับน้ำ และเพิ่มปริมาณการจัดการระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงทางน้ำให้เกิดขึ้น” นายสุรชาติ กล่าว

เบื้องต้นได้มีการคัดเลือกมา 9 แนว แต่แนวส่งน้ำที่เหมาะสมสูงสุด ได้แก่ แนวส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำยวมตอนล่าง-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ที่จะผันน้ำมาจากแม่น้ำยวม ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย มีปริมาณน้ำผันเฉลี่ยปีละ 1,795 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำยวม ความจุอ่างเก็บน้ำ 68.74 ล้าน ลบ.ม. กั้นแม่น้ำยวมที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่สถานีสูบน้ำสบเงาเข้าสู่อุโมงค์ส่งน้ำขนาด 8.3 ม. ในอัตราการผันน้ำ 152.8 ลบ.ม.ต่อวินาที ยาวรวม 61.79 กม. มาลงฝั่งทางออกอุโมงค์ที่ห้วยแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะไหลลงเขื่อนภูมิพลบริเวณทะเลสาบดอยเต่า จ.เชียงใหม่ มีราคาค่าก่อสร้างโครงการ 71,000 ล้านบาท และค่าไฟฟ้าสูบน้ำเฉลี่ยปีละ 2,642.18 ล้านบาท มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเกษตรในฤดูแล้งเฉลี่ยปีละ 1.28 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพื่อการประปาเฉลี่ย 626 ล้าน ลบ.ม. และได้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย คิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการเฉลี่ยปีละ 10,070.31 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 12.44% และมีต้นทุนน้ำ 4.68 บาทต่อ ลบ.ม. จะมีการผันน้ำในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ มิถุนายน – มกราคม จะมีการวิเคราะห์ปริมาณน้ำผันใช้ปริมาณน้ำท่ารายวัน ช่วงผันน้ำ ปริมาณน้ำเพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศวิทยาด้านท้ายน้ำต้องไม่น้อยกว่าปริมาณปริมาณน้ำท่ารายวันต่ำสุดที่เกิดขึ้นเท่ากับ 5.88 ลบ.ม.ต่อวินาที และปริมาณน้ำที่มากเกิน อัตราผันน้ำสูงสุดระบายลงท้ายน้ำผ่านอาคารระบายท้ายน้ำและอาคารระบายน้ำล้น ช่วงระหว่าง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม ในฤดูแล้วมีการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเท่ากับปริมาณน้ำตามสภาพธรรมชาติในแม่น้ำยวม เป็นต้น

“ตอนนี้ได้มีการศึกษาผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมและสังคมเสร็จหมดแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการชี้แจงต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพราะการดำเนินการโครงการ จะทำให้สามารถเก็บน้ำในเขื่อนภูมิพลได้มาก และมีประโยชน์มากมาย ทั้งพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 1.61 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพื่อการอุโภคบริโภค 300 ล้าน ลบ.ม./ปี และได้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย คิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการเฉลี่ยปีละ 13,262 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 11.19 % และมีต้นทุนน้ำ 5.53 บาท/ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มในปี 2566 ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็จะทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำแก่คนกรุงเทพฯ และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้” นายสุรชาติ กล่าว