สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 ตุลาคม 2563

ที่มา : https://news.thaipbs.or.th/content/297065

จากผลการวิจัยเรื่อง “สถานการณ์สัตว์ป่าไทย : การค้าขายสัตว์ป่า สวนสัตว์ และเขตอนุรักษ์ : ปัญหา ทางออก และโจทย์วิจัย” จัดทำโดย คณะนักวิจัยจากมูลนิธิเพื่อการศึกษาคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืช นำโดย นายนิคม พุทธา ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

งานวิจัยระบุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มสถานการณ์ของสัตว์ป่าไทย ยังคงน่าเป็นห่วง และมีแนวโน้มถูกคุกคามมากขึ้น แม้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตลอดมา จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ พบว่า ปัจจุบันนอกจากค่านิยมในการบริโภคเนื้อสัตว์ป่าของกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความเชื่อบางอย่างมีมากขึ้น ทำให้สัตว์ป่ายังคงถูกล่าเพื่อเป็นอาหารของคนกลุ่มนี้ ค่านิยมใหม่ๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งการเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนแก้เหงา เลี้ยงเป็นแฟชั่น ยังมีเพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้มีการนำเข้าสัตว์แปลกๆ จากต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ มีการเติบโตของตลาด การซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

ประเทศไทยมีบทบาทเป็นผู้ส่งผ่านสัตว์ป่าจากประเทศต้นทาง ที่สำคัญอย่างน้อย 6 ประเทศ คือ พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย กัมพูชา และลาว สู่ประเทศปลายทางคือ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรป โดยเฉพาะจีน เป็นประเทศที่มีความต้องการสัตว์ป่ามากขึ้น ตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พื้นที่บริเวณชายแดนเป็นพื้นที่มีการซื้อขายกันมาก โดยลำเลียงทั้งทางรถยนต์ เรือ และเครื่องบิน ซึ่งพัฒนาวิธีการลำเลียงที่ซับซ้อนมากขึ้น และการลักลอบค้าสัตว์ป่าบางชนิด ก็นำไปสู่สัตว์ในสวนสัตว์ เช่น ลิงอุรังอุตัง และเสือโคร่ง

จากการศึกษาพบประเด็นปัญหาที่สำคัญคือ การขาดมาตรฐานในการจัดการ เพื่อสวัสดิภาพของสัตว์ในสวนสัตว์ ที่สำคัญคือข้อสงสัยในแหล่งที่มาของสัตว์ในสวนสัตว์ รวมทั้งความสัมพันธ์ของกิจการสวนสัตว์กับขบวนการค้าขายสัตว์ป่าจากแหล่งธรรมชาติ เป็นประเด็นท้าทายที่ต้องศึกษาต่อไป

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 ตุลาคม 2563

ที่มา : https://tna.mcot.net/techsci-552984

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลน ณ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยมีผู้อำนวยการ สวทช. และดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมลงนามความร่วมมือ

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน โดยนำทรัพยากร เทคโนโลยีนี และนวัตกรรมโดยเฉพาะศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยการวิจัยแนวหน้าในระดับจีโนมและพันธุกรรม โปรตีนและการแสดงออกของยีน วิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมและชีววัสดุในระยะยาว โดยจะร่วมกันศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยเฉพาะชนิดที่มีการแพร่กระจายน้อย หายาก ใกล้สูญพันธุ์ โดยผลงานวิจัยมุ่งเป้าให้เกิดฐานข้อมูลจีโนมอ้างอิงของพืชป่าชายเลนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย วิธีการอนุรักษ์พันธุกรรมในสภาพปลอดเชื้อระยะยาว ใช้สำหรับคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ป่าชายเลน เกิดการปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต สร้างความมั่นคงทางอาหารและทางระบบนิเวศให้กับป่าชายเลนในประเทศไทยคงความอุดมสมบูรณ์ ชุมชนมีรายได้ และเกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช. กล่าวว่า ระบบนิเวศชายฝั่งมีความสำคัญในการยกระดับพื้นที่อย่างมาก โดย หากมีการบริหารจัดการและนำความรู้ไปใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูในถิ่นกำเนิด เสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี 2564 – 2565 ในพื้นที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1-6 ของ ทช. เป็นหน่วยงานภาคสนาม ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนในฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน 24 จังหวัด

ด้าน ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ กล่าวว่า ป่าชายเลน เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ มีพันธุ์พืชมากกว่า 80 ชนิด ซึ่งเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ทำให้ป่าชายเลนกลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่สำคัญของประมงชายฝั่ง สร้างอาชีพ และรายได้ให้ชุมชน  โดยปัจจุบัน สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.9 ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนแห่งแรกของโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บ้านเสม็ดงาม จ. จันทบุรี จะเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วโลกมาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการวิจัยป่าชายเลนในระดับนานาชาติ

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 2 ตุลาคม 2563

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เร่งผลักดันเป็นอีกแรงสำคัญเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ เพื่อเติมเต็มผืนป่าให้ได้ตามแผนเพิ่มป่าของประเทศที่ร้อยละ 55

                                  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานมอบโล่และรางวัลเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ "พิทักษ์ทรัพยากรป้าไม้" // ข้าราชการเกษียณอายุราชการ // ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ระดับประเทศประจำปี 2563 // ข้าราชการพลเรือน และลูกจ้างประจำดีเด่น ประจำปี 2563 // ผู้ช่วยเหลือราชการกรมอุทยานฯ // โครงการประกวดหมู่บ้าน สสอ.ดีเด่น ที่เป็นการดำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชครบรอบ 18 ปี ภายใต้ชื่องาน “เพิ่มป่า เติมชีวิต คืนสัตว์ป่าสู่ธรรมชาติ” เพื่อระลึกถึงวีรชนป่าไม้ที่ร่วมรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมอุทยานฯ มีแผนเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ให้ได้ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2569 สอดคล้องตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าทั่วประเทศให้ได้ร้อยละ 55 ด้วย ภาพรวมกรมอุทยานฯดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ 73 ล้านไร่ ประกอบด้วย สำนักส่วนกลาง 9 สำนัก 2 กอง และสำนักภูมิภาค 21 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ มีอุทยานแห่งชาติที่ประกาศจัดตั้งแล้ว 133 แห่ง , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 60 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 96 แห่ง ทั้งนี้ ปีงบประมาณที่ผ่านมาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่คำนึงความสมดุลของการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชนมากขึ้นและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้กรมอุทยานฯ ได้ปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฎิรูปประเทศ นโยบายป่าไม้ และแผนแม่บทพัฒนาการป่าไม้แห่งชาติด้วย

                                   ด้าน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า จากนี้ยังคงเดินหน้าอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชในเขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ด้วยการควบคุม ป้องกัน พื้นที่ป่าอนุรักษ์เดิมที่มีอยู่และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับสมบูรณ์ ด้วยกลยุทธ์การส่งเสริม กระตุ้น และปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนมีความรู้สึกหวงแหน โดยเฉพาะมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร นันทนาการ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของประชาชน

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 1 ตุลาคม 2563

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพสุดสัปดาห์นี้ บางพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สูงสุดร้อยละ 70 ของพื้นที่

นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาฝ่ายปฏิบัติการ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยถึงสภาพอากาศช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ตั้งแต่วันนี้  2 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่  5 ตุลาคม 2563  เกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก มีปริมาณฝนร้อยละ 60 ของพื้นที่ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ปริมาณฝนสูงสุดร้อยละ 70 ของพื้นที่ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ส่วนคลื่นลมในทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาฝ่ายปฏิบัติการ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เฝ้าระวังหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ หากมีกำลังแรงขึ้นจะส่งผลกระทบทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา จะรายงานสภาพอากาศให้ประชาชนได้รับทราบเป็นระยะ ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดตามการพยากรณ์อากาศที่เว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือสายด่วนโทร 1182 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 30 กันยายน 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ห่วงสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาแม้อิทธิพลของพายุที่พัดผ่านประเทศไทยจะช่วยเติมน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำแต่ยังไม่มากพอ จึงเร่งจัดทำแผนจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา คาด น้ำต้นทุนไม่เพียงพอสนับสนุนนาปรัง                     

                    นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กล่าวว่า อิทธิพลของพายุที่พัดผ่านประเทศไทยช่วงที่่ผ่านมา ทั้งพายุซินลากูน ร่องมรสุม และพายุโนอึล จะช่วยเติมน้ำให้ 4 เขื่อนหลักรวม 2,600 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น เขื่อนภูมิพล 654 ล้านลูกบาศก์เมตร // เขื่อนสิริกิติ์ 1,669 ล้านลูกบาศก์เมตร // เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 159 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 118 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำในระดับกักเก็บของแต่ละเขื่อนแล้วยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ทั้งนี้ ช่วงเดือนตุลาคม จะยังคงมีร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกและมีน้ำไหลเข้าเขื่อนต่อเนื่อง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) คาดการณ์เมื่อเริ่มเข้าเดือนพฤศจิกายนเขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา 4 แห่งดังกล่าว จะปริมาณน้ำต้นทุนรวมประมาณ 6,270 ล้านลูกบาศก์เมตรใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่เพียงพอสำหรับการปลูกข้าวในหน้าแล้งหรือทำนาปรัง จึงจำเป็นจะต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงหน้าแล้งปี 2563/64 อย่างรอบครอบ โดยจะสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และการเกษตรกรต่อเนื่องเท่านั้น เบื้องต้นจะมีความต้องการใช้น้ำขั้นต่ำวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้ง ต้องสำรองน้ำส่วนหนึ่งไว้เพื่อการเตรียมแปลงปลูกพืชช่วงต้นฤดูฝนและใช้กรณีฝนทิ้งช่วงปี 2564 ด้วย                    

                        เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวย้ำว่า ภาพรวมประเทศยังมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 105 แห่งต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ 30 โดยเฉพาะน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ประมาณ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 24 เท่านั้น ทำให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนตุลาคมนี้ จากนั้นเสนอคณะรัฐมนตรีนำไปใช้บริหารจัดการน้ำและกำหนดมาตรการต่อไป

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์  30 กันยายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มธุรกิจบริการส่งอาหาร (Platform) ผลักดันแนวคิด “Food Delivery วิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ให้ลดเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากการบริการส่งอาหาร แล้วใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทน

                                   นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย กลุ่มธุรกิจบริการส่งอาหาร (Platform) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากการบริการส่งอาหาร (Food Delivery) เพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติก เมื่อโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายจึงเร่งลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากบริการส่งอาหาร เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาขยะพลาสติกให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย 13 หน่วยงาน ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์เห็นพ้องต้องกันขับเคลื่อน ภายใต้แนวคิด “Food Delivery วิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ผลักดันให้มีการลดเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากการบริการส่งอาหารและใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทน โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มผู้ให้บริการส่งอาหาร 6 รายมาร่วมครั้งนี้ จะปรับแพลตฟอร์มการสั่งอาหารให้มีตัวเลือก opt-in ในการรับหรือไม่รับพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวของลูกค้า เพื่อลดภาระของร้านและลดการให้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมสนับสนุนร้านอาหารที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ร่วมโครงการเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยจะประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของแพลตฟอร์ม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับร้านอาหาร ร้านค้า ผู้จัดส่งอาหาร สมาชิก หรือเครือข่ายได้รับทราบนโยบายและมาตรการการภาครัฐ ที่สำคัญกลุ่มแพลตฟอร์มจะสร้างแรงจูงใจให้ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้บริโภคงดใช้กล่องโฟม ถุงพลาสติกหูหิ้วด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสม เนื่องจากกลุ่มแพลตฟอร์มผู้ให้บริการส่งอาหารเป็นกำลังสำคัญช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับหรือไม่รับพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

                            ด้าน นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า GC เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพสลายตัวได้ (Compostable Bioplastic) เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่เป็นเครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการบริการส่งอาหาร (Platform) ที่ร่วมโครงการครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืชเศรษฐกิจ จะช่วยยกระดับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพไทยเกิดการขับเคลื่อนประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) อย่างสมบูรณ์

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์  29 กันยายน 2563

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยถึงสภาพอากาศช่วงสัปดาห์นี้ว่า วันนี้ 29 กันยายน 2563 เกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยในวันพรุ่งนี้ 30 กันยายน 2563 - 1 ตุลาคม 2563 ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปกคลุมบริเวณฝั่งอันดามันอยู่จะลดระดับความรุนแรงลง ทำให้บางพื้นที่มีปริมาณฝนลดลง จากนั้นในช่วงวันที่ 2 - 5 ตุลาคม 2563 ร่องมรสุมจะปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ทุกพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สูงสุดร้อยละ 70 ของพื้นที่ ขอให้ประชาชนทุกพื้นที่ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และเฝ้าระวังอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่ คลื่นลมในทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่า ในช่วงนี้ ยังไม่มีพายุหมุนเขตร้อนพาดผ่านเข้ามาในประเทศอย่างแน่นอน ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา จะติดตามการพยากรณ์อากาศและรายงานผลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องประชาชนสามารถควรติดตามการพยากรณ์อากาศที่เว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือสายด่วนโทร 1182 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 28 กันยายน 2563

"นายก" เตรียมแผนแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ เน้นประชาชนมีส่วนร่วม หนึ่งไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ คือ การประชุมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับ 17 ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ และโครงการฟื้นฟูต้นน้ำ "ฝายตามแนวพระราชดำริ" โดยผนึกกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่ เครือข่ายจิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า รวมถึงจัดหลักสูตรอบรม "จิตอาสา" ตามโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่าทั่วประเทศ เพื่อสร้างผู้นำในการปลูกป่า ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และป้องกันไฟป่า โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ปี 2564 รัฐบาลตั้งเป้าแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างจริงจัง โดยมุ่งขจัดต้นตอของการเผาป่า ใช้กฎหมายควบคุม เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ รวมถึงสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับสร้างการรับรู้และความตระหนักของประชาชนในพื้นที่ถึงผลกระทบจากปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของภาคเหนือ 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์  27 กันยายน 2563

        จากอิทธิพลของพายุโซร้อน “โนอึล” ที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ในช่วงวันที่ 18-21 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีฝนตกกระจายในพื้นที่อีสานกลางทั้ง 5 จังหวัด (ขอนแก่น, มหาสารคาม, กาฬสินธิ์, ร้อยเอ็ด และชัยภูมิ) ถึงแม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้ประมาณร้อยละ 50 แต่ยังคงส่งผลดีทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำไหลเข้าสะสมจนอยู่ในเกณฑ์มากกว่าปริมาณน้ำก้นอ่างที่เคยติดลบ

        นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “โนอึล” ส่งผลทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ภาคอีสานกลางเพิ่มมากขึ้น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง มีน้ำไหลเข้าสะสม เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ 34 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ 40 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น 127 ล้าน ลบ.ม. ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 69 แห่ง มีปริมาณน้ำไหลเข้าสะสมรวมกันประมาณ 77 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯขนาดใหญ่และขนาดกลางประมาณ 280 ล้าน ลบ.ม. ตามที่สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้คาดการณ์ไว้ว่าพายุโซนร้อน โนอึล จะส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม.

        สำหรับเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 6 (SWOC 6)คาดการณ์ไว้ว่าพายุ “โนอึล” จะทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ประมาณ 100-150 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำไหลลงอ่างฯสะสมตั้งแต่วันที่ 18-27 ก.ย. 63 รวมประมาณ 127 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์อยู่ในเกณฑ์มากกว่าปริมาณน้ำก้นอ่างที่เคยติดลบอยู่ก่อนหน้านี้ประมาณ 107 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำใช้การได้ประมาณ 21.55 ล้าน ลบ.ม. และยังจะมีปริมาณน้ำที่จะไหลมาเติมเขื่อนอุบลรัตน์อีก ซึ่งจะส่งผลให้น้ำใช้การของเขื่อนอุบลรัตน์มากเพิ่มขึ้น 

        สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้บริหารจัดการน้ำตามนโยบายของกรมชลประทาน โดยใช้อาคารชลประทานเพื่อกักเก็บและระบายน้ำผันเข้าไปเก็บกักไว้ในแก้มลิงและแหล่งน้ำธรรมชาติให้มากที่สุด ขอให้ทุกภาคส่วนยังคงตระหนักและรู้คุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งหน้าอย่างไม่ขาดแคลน

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 26 กันยายน 2563

ที่มา : https://mgronline.com/smes/detail/9630000097456

หน้ากากอนามัยจากกระดาษเส้นใยธรรมชาติ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไอเดียดังกล่าวเป็นของ นายธนากร สุภาษา เจ้าของผลิตภัณฑ์โรงงานกระดาษสา ชื่อ ว่า SIMPLY DÉCOR และด้วยความที่เป็นผู้ผลิตกระดาษเส้นใยธรรมชาติ พอเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดความคิดจะนำกระดาษเส้นใยธรรมชาติมาออกแบบเป็น หน้ากากอนามัย

นายธนากร เล่าว่า กระดาษเส้นใยธรรมชาติที่นำมาออกแบบหน้ากากในครั้งนี้ เป็นเส้นใยกระดาษสา100% และเส้นใยกระดาษสาผสมเส้นใยข้าวโพด และเส้นใยกระดาษสาผสมชานอ้อย และเนื่องด้วยเส้นใยจากธรรมชาติจะมีเชื้อแบคทีเรียตกค้าง ทางเราได้นำกระดาษเส้นใยธรรมชาติเหล่านั้นไปผ่านการฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นที่เรียบร้อย จากผลการทดสอบเบื้องต้น สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 95 % ส่วนผลทดสอบการทดสอบการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เราได้ส่งไปตรวจที่ไต้หวัน คาดว่าจะทราบผลได้ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ นอกจากการนำกระดาษเส้นใยธรรมชาติของเราไปผ่านการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแล้ว จุดขายของหน้ากากของเรา คือ เราได้นำไปเคลือบสารซิลโวนาโน ป้องกันสารคัดหลั่ง จากภายนอกที่ติดมากับหน้ากากเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต่างจากหน้ากากผ้า และหน้ากากทั่วไปที่ไม่ได้เคลือบสาร และจากการเคลือบสารดังกล่าว ดังกล่าว ทำให้หน้ากากจากเส้นใยธรรมชาติของเราสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 5-7 ครั้ง และจุดขายที่เชื่อว่า ลูกค้าจะให้การตอบรับเราเป็นอย่างดี เพราะเราเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เหมือนคนที่เลือกเสื้อผ้า ต้องการผ้าคอตตอน 100% เพราะมาจากธรรมชาติ

เราไม่ได้คาดหวังแค่ กลุ่มลูกค้าที่สวมใส่ป้องกันโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่หน้ากากกระดาษเส้นใยธรรมชาติ ของเขาสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วย แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพราะยังไม่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ ป้องกันได้แค่ 3.0 เพราะต่อไป สถานการณ์โควิดคลี่คลาย จะได้นำหน้ากากมาขายเพื่อป้องกันฝุ่นได้ แต่สามารถป้องกันฝุ่นควันพิษ จากไฟป่าได้ เนื่องจากที่ เชียงใหม่มีการสถานการณ์ไฟป่า บ่อย ๆ เราก็จะนำหน้ากากออกมาขายได้

ส่วนการทดสอบหน้ากาก เกี่ยวกับค่าการผ่านของอากาศ อยู่ที่ 5.78 cm3/cm2/s ครับ ค่ามาตรฐาน 1-50 เลขยิ่งมากอากาศยิ่งผ่านได้ง่าย ดังนั้น จุดเด่นของหน้ากากกระดาษเส้นใยธรรมชาติของเราอีกอย่างหนึ่ง คือ อากาศผ่านได้ง่าย ใส่ได้นานไม่อึดอัด ส่วนค่ากรองอากาศ ขนาด 3 ไมครอน ได้มากกว่า 80 % เคยทดลองได้สูงสุด 95 % กรองได้ประมาณหน้ากากสีเขียว

สำหรับราคาหน้ากากกระดาษเส้นใยธรรมชาติ ราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 29 บาท ซึ่งที่ราคาค่อนข้างสูง เพราะเป็นงานทำมือ ไม่ได้ใช่เครื่องจักรในการผลิต พนักงานของต้องเย็บที่ละชิ้น และวัสดุกระดาษเส้นใยธรรมชาติ ปกติราคาสูงอยู่แล้ว เราต้องนำผ่านการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และผ่านการเคลือบสารซิลโวนาโน ทำให้ราคาของเราค่อนข้างสูง เมื่อเทียบหน้ากากสีเขียว ที่ราคาแผ่นละ 5 บาท

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 25 กันยายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชื่นชมต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย ด้วยการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้ 88 หน่วยงานภาครัฐ ที่ช่วยลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษและการนำน้ำเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์

                            นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับหน่วยงานราชการที่ผ่านการประเมิน โครงการ “อาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย”ที่เป็นต้นแบบที่ดีด้านการจัดการน้ำเสีย 88 ราย แบ่งเป็น ระดับทอง 67 หน่วยงาน ระดับเงิน 16 หน่วยงาน และระดับทองแดง 5 หน่วยงาน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศใหม่ให้มีระบบและมีเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียด้วยการลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษและการนำน้ำเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การขับเคลื่อนการพัฒนาและฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง เพื่อให้บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี แก้ปัญหาน้ำเสียอย่างเข้มข้นและจริงจัง และสามารถรองรับการระบายน้ำทิ้งในพื้นที่โดยรอบ ทั้งนี้ ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย ถือเป็นการแสดงให้เห็นความสำคัญการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาน้ำเสียและขับเคลื่อนกลไกการจัดการน้ำเสียของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ

                             ด้าน นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า คพ. ได้ดำเนินโครงการอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสียประจำปี 2563 เพื่อส่งเสริมให้ความรู้และพัฒนาหน่วยงานภาครัฐให้ระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานของทางราชการที่กำหนดไว้ โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมโครงการ 197 หน่วยงาน ซึ่งจะเดินหน้าพัฒนา ปรับปรุง และยกระดับการบริหารจัดการและบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากอาคารให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบให้เป็นตัวอย่างที่ดีด้านการจัดการน้ำเสียและการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาน้ำเสียของประเทศไทย จะส่งผลให้สามารถยกระดับคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของประชาชน เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต