สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 22 พฤษภาคม 2563

ปภ. รายงานจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 27 จังหวัด พร้อมระดมกำลังแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบัน (22 พ.ค. 63) มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) รวมทั้งสิ้น 29 จังหวัด 165 อำเภอ 877 ตำบล 5 เทศบาล 7,545 หมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีจังหวัดยุติการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ และกาฬสินธุ์ ทำให้มีจังหวัดที่ยังคงประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) รวม 27 จังหวัด 160 อำเภอ 862 ตำบล 5 เทศบาล 7,444 หมู่บ้าน/ชุมชน แยกเป็น ภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ พิษณุโลก และตาก

        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และศรีสะเกษ

       ภาคกลางและภาคตะวันออก 9 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี และชลบุรี

       ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ทั้งนี้ ปภ. ได้บูรณาการทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังแก้ไขปัญหาในพื้นที่ประสบภัย ทั้งการสูบส่งน้ำ การขุดบ่อน้ำตื้น การขุดบ่อน้ำบาดาล การเป่าล้างบ่อบาดาล การจัดรถบรรทุกน้ำนำน้ำไปเติมยังถังน้ำกลางประจำหมู่บ้านและจุดแจกจ่ายน้ำตามวงรอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดฤดูแล้ง ตลอดจนรณรงค์ให้ทุกภาคส่วน ใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนเกษตรกรให้ปรับวิถีทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้งสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 21 พฤษภาคม 2563

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำ

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อให้การช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ บินปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ลุ่มรับน้ำกว๊านพะเยา ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่การเกษตร จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง และพื้นที่ลุ่มรับน้ำกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา  หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก บินปฏิบัติการฝนหลวง ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จังหวัดกำแพงเพชร พิจิตร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และจังหวัดสุโขทัย และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองข้างใน  

ขณะที่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี บินปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี  ลพบุรี ชัยนาท และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา เขื่อนวังร่มเกล้า อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่การเกษตร

เช่นเดียวกับ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานี บินปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย เลย จังหวัดขอนแก่น เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่การเกษตร 

หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา  หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดบุรีรัมย์  และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฏ์ธานี ที่บินปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่การเกษตรด้วย เป็นต้น

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 20 พฤษภาคม 2563

กรมประมง ออกประกาศฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ทั่วประเทศ เริ่มวันแรก 1 มิถุนายนนี้ สร้างความยั่งยืนของทรัพยากร 

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาสัตว์น้ำและระบบนิเวศเกิดความยั่งยืน ในมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ประจำปี 2563 กรมประมงจึงออกประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อนและกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำการประมง ให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่าและข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ รักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศไว้อย่างยั่งยืน 

โดยห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในห้วงเวลาและพื้นที่ แบ่งเป็น วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 : ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 16 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กันยายน 2563  ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม 

วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด 

วันที่ 16 กันยายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2563  ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

หากผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 19 พฤษภาคม 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกันทำโครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” หลังช่วงโรคโควิด-19 สร้างขยะเพิ่มจำนวนมาก

                       นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันทำโครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” ด้วยการร่วมกันนำขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 กลับคืนสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เนื่องจากโควิด-19 ได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนด้วยการงดออกจากบ้าน ส่งผลให้หลายคนหันมาใช้บริการเดลิเวอรี่และซื้ออาหารกลับบ้าน ทำให้ปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15 จากการใช้บริการรับส่งอาหารที่มากขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครได้ระบุขยะอาหารและขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วเพิ่มขึ้นถึง 1,500 กิโลกรัมต่อวัน จนเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ และต้องเร่งรับมือ

                           รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวย้ำว่า โครงการส่งพลาสติกกลับบ้านมีแนวคิดว่าทุกครัวเรือนคือต้นทางที่สามารถมีส่วนรวมลดและจัดการกับปัญหาปริมาณขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ง่ายและทำได้ทันที ซึ่งมีโมเดลนำร่องระบบการเรียกคืนขยะพลาสติกบนถนนสุขุมวิทเป็นจุดรับขยะพลาสติกสะอาดและแห้งจากผู้บริโภค เพื่อเข้าสู่เครือข่ายผู้ให้บริการและขนส่งทรัพยากรไปยัง Waste hub และเข้าสู่ขั้นตอนการรีไซเคิล (recycle) และอัพไซเคิล (upcycle) แล้วนำขยะพลาสติกกลับมาหมุนเวียนแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งอย่างคุ้มค่า

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 18 พฤษภาคม 2563

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุ วันนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกกระจาย

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยถึงสภาพอากาศโดยรวมของประเทศไทยในช่วงสัปดาห์นี้ว่า ตั้งแต่วันนี้ (18 พ.ค.63) เป็นต้นไป ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ และบางพื้นที่ยังคงมีอากาศร้อนด้วย ซึ่งฤดูฝนในปีนี้จะยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนตุลาคม บริเวณพื้นที่ราบลุ่มต่ำของประเทศควรเฝ้าระวังเรื่องน้ำท่วม น้ำล้นตลิ่งและน้ำหลาก โดยเฉพาะภาคใต้ ตั้งแต่วันนี้ - 20 พ.ค.63 ประชาชนควรเฝ้าระวัง เนื่องจากขณะนี้มีฝนตกหนัก ปริมาณฝนร้อยละ 60 ของพื้นที่ประกอบกับ มีคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน เนื่องจากได้รับอิทธิพลของพายุไซโคลน “อำพัน” ทำให้คลื่นลมในทะเลมีกำลังสูงขึ้นเกินกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งและควรงดเว้นกิจกรรมทางทะเลทุกชนิด อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่

สำหรับประชาชนที่ทีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดตามการพยากรณ์อากาศได้ที่ กรมอุตุนิยมวิทยา เว็บไซต์www.tmd.go.th หรือสายด่วน 1182 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 17 พฤษภาคม 2563

กรมชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือพายุไซโคลน “อำพัน” หลังกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนจะเกิดพายุฤดูร้อนตอนบนประเทศไทย 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนเรื่อง "ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดา” เนื่องจากพายุดีเปรสชันบริเวณอ่าวเบงกอลตอนกลางได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน “อำพัน” มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวเบงกอลตอนบน ซึ่งจะส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2563 ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ขึ้นมาทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร 

ในส่วนของกรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ โดยให้เจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เพื่อสามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือจากสถานการณ์น้ำได้ทันที บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะดำเนินการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพของอ่างเก็บน้ำ และอาคารชลประทานต่างๆ รวมถึงรักษาระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนและพื้นที่ด้านท้ายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ได้กำชับให้สำนักงานชลประทาน ตรวจสอบอาคารชลประทานทุกแห่งให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ กำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำในอ่างให้เป็นไปตามเกณฑ์การเก็บกัก พร้อมทั้งแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่ง ขณะที่ประชาชนสามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 16 พฤษภาคม 2563

หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเดินหน้าต่อเนื่อง ช่วยเหลือพื้นที่ต้องการน้ำ หลังพบหลายแห่งยังประสบภัยแล้งและน้ำต้นทุนน้อย

นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ในหลายพื้นที่ยังคงมีอากาศร้อนถึงร้อนมาก บางพื้นที่ยังคงมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางเป็นแห่งๆ แต่กลุ่มฝนที่ตกยังคงมีขนาดไม่ใหญ่และกระจายตัวยังไม่มาก ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วยปฏิบัติการ ได้ติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน และขึ้นบินปฏิบัติการทันทีหากสภาพอากาศมีความเหมาะสม เพื่อเป็นการเสริมให้ปริมาณการกระจายตัวของเมฆและกลุ่มฝนให้มีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยออกประกาศเขตพื้นที่ภัยแล้งมีจำนวน 29 จังหวัด 164 อำเภอ 867 ตำบล 5 เทศบาล 7,477 หมู่บ้าน/ชุมชน บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ภาคกลางและภาคตะวันออก 9 จังหวัด และภาคใต้ 1 จังหวัด ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณน้ำใช้การ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 30 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 218 แห่ง

หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงติดตามสภาพอากาศและติดตามข้อมูลระหว่างวัน ในทุกๆ วัน หากมีการเปลี่ยนแปลงและเข้าเงื่อนไขปฏิบัติการฝนหลวง จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ได้รับผลกระทบทันที

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 15 พฤษภาคม 2563

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ย้ำ ภาคตะวันออกและพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต้องเร่งเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำต้นทุนในทุกแหล่งน้ำช่วงฤดูฝนนี้

                     นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานเตรียมรับมือฤดูฝนที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่รับน้ำเพื่อเก็บกักน้ำต้นทุนไม่เพียงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ โดยต้องครอบคลุมถึงแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก และบ่อบาดาล ภาพรวมพบบ่อน้ำบาดาลที่มีศักยภาพสามารถนำน้ำมาใช้ในฤดูฝนปีนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกมี 1,197 แห่ง และมีศักยภาพการผลิตน้ำบาดาล 12 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน แบ่งเป็น ใช้เพื่อสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภค 1,158 แห่ง และใช้เพื่อการเกษตร 539 แห่ง รวมทั้ง ยังมีโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภค-บริโภค และโครงการเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำในฤดูฝนปี 2563 ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวม 195 แห่ง ประกอบด้วย ขุดเจาะบ่อบาดาล จัดหาแหล่งน้ำผิวดิน ซ่อมแซมระบบประปา วางท่อน้ำดิบ เชื่อมโยงแหล่งน้ำ ฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม ก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่ และก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่พร้อมระบบ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ 7 หน่วยงาน คือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การประปาส่วนภูมิภาค กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

                      สำหรับในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แบ่งเป็น จ.ระยอง 42 แห่ง หากแล้วเสร็จจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 0.55 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี // จ.ฉะเชิงเทรา 140 แห่ง หากแล้วเสร็จจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 2.77 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และ จ.ชลบุรี 13 แห่ง หากแล้วเสร็จจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 10.92 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 14 พฤษภาคม 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ย้ำ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีน้ำเพียงพอใช้ หลังมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร

                     นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ขณะนี้เริ่มมีน้ำไหลเข้าแล้วไม่น้อยกว่า 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับ มีการเจรจาขอซื้อน้ำจืดจากบ่อเอกชน ทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในช่วงนี้เริ่มคลี่คลายและจะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการไปตลอดจนเข้าสู่ฤดูฝนแน่นอน ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้มีมติให้ขยับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก 11-13 โครงการให้ดำเนินการเร็วขึ้น เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด โครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแกด (ลุ่มน้ำวังโตนด) มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจด้านน้ำทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC

                       สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้แรงงานคืนถิ่นมากขึ้น จึงได้เตรียมพร้อมแหล่งน้ำพื้นฐานให้เพียงพอต่อการทำการเกษตรเบื้องต้นไว้แล้ว โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูฝนไว้แล้ว รวมทั้ง จัดสรรงบประมาณ 8,000 ล้านบาทให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจ้างแรงงานคืนถิ่นเหล่านี้ เพื่อสร้างรายได้ ลดผลกระทบที่เกิดขึ้น และไม่เป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 13 พฤษภาคม 2563

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(ณ วันที่ 12 พ.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 34,472 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 10,802 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 40,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,380 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 1,684 ล้าน ลบ.ม. ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูฝนทั้งประเทศ ปัจจุบัน (12 พ.ค. 63) มีการใช้น้ำไปแล้ว 1,056 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 9 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 347 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11 ของแผนจัดสรรน้ำฯที่วางไว้ ซึ่งแม้มีฝนที่ตกจากอิทธิพลของพายุฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมา แต่ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างฯ ยังมีไม่มากนัก อ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่มีน้ำต้นทุนน้อย จึงได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ บริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อให้ทุกพื้นที่พร้อมรับกับสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าจะภัยแล้งหรืออุทกภัย พร้อมกันนี้ ยังคงต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ร่วมใจกันประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 12 พฤษภาคม 2563

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งตั้งหน่วยปฏิบัติการ จำนวน 11 หน่วยฯ กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ เพื่อติดตามสภาพอากาศ และนำมาวิเคราะห์วางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำ ในขณะเดียวกัน ยังคงดำเนินการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภัยแล้งจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย รวมถึงข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำใช้การในแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อย และข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ตลอดจนข้อมูลจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ในประเทศไทย ซึ่งยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศ พร้อมทั้งการรายงานแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน โดยในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีฝนตกลงมาค่อนข้างมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการเกิดพายุ ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาในเรื่องของวาตภัย และน้ำป่าไหลหลากด้วย เนื่องด้วยสภาพอากาศของประเทศไทยในช่วงนี้ ได้รับอิทธิพลความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมลงมากระทบกับอากาศร้อนของประเทศไทย จึงส่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง หรือเกิดพายุฤดูร้อนได้ ซึ่งกรมฝนหลวงฯ จึงได้มีการติดตามเงื่อนไขสภาพอากาศในเช้านี้ พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศค่อนข้างน้อยมาก แม้ว่าประเทศไทยพึ่งจะมีฝนตกลงมาเมื่อ 1 – 2 วันก่อน ทั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ลักษณะอากาศแบบนี้อาจส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงได้

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงเฝ้าระวังและวางแผนปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือสถานการณ์ดังกล่าวต่อไป พร้อมขอให้พี่น้องประชาชนร่วมด้วยช่วยกันเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ทำการเพาะปลูก และประสานการทำงานร่วมกันกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อป้องกันปัญหาความเสียหายของผลผลิต