สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 18 กันยายน 2563

ครม. มีมติอนุมัติงบกลาง ปีงบประมาณ ปี 2563 ในการบริหารจัดการน้ำกว่า 6 พันล้านบาท

        สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า  ครม. มีมติอนุมัติงบกลาง ปีงบประมาณ 2563 เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน วงเงินรวม 6,177.77 ล้านบาท เพื่อเตรียมรับมือ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในฤดูฝนปี 2563 จำนวน 5,082.91 ล้านบาท ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โครงการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำและปรับปรุงแหล่งน้ำ 142 แห่ง , โครงการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำชลประทาน 63 แห่ง และโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน 65 แห่ง 

        กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โครงการจัดหาเครื่องสูบน้ำที่มีศักยภาพในการสูบน้ำไม่น้อยกว่า 35,000 ลิตร/นาที และส่งน้ำระยะไกลไม่น้อยกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมอุปกรณ์ 18 คันๆ ละ 45 ล้านบาท วงเงิน 810 ล้านบาท ติดตั้งประจำศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ศูนย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้อนุมัติแล้ว 18 คัน 

        กรมชลประทาน โครงการจัดหาเครื่องจักรกล เพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาอุทกภัย จำนวน 284.86 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ รถปั้นจั่นล้อยาง และเรือขุดแบคโฮ เพื่อทดแทนเครื่องจักรกลเดิมซึ่งมีสภาพเก่า

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 17 กันยายน 2563

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_4923450

ชะตาชีวิตสิงโต ๑๐ ตัวที่รอดพ้นความโชคร้าย เมื่อมีคนช่วยชีวิตจากการเลี้ยงในฟาร์มเพื่อเป็นเหยื่อสำหรับการล่าสัตว์ไปอยู่เขตคุ้มครอง สิงโตเหล่านี้เป็นเหยื่อการล่าสัตว์แบบ “ล่าในกระป๋อง” ที่ประเทศแอฟริกาใต้ สัตว์ป่าถูกเลี้ยง และถูกจำกัดในพื้นที่แคบๆ เพื่อเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ผู้เล่นมักล่าถ้วยรางวัล เป็นวิธีการทารุณกรรมสัตว์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก อาสาสมัครชาวเยอรมันคนหนึ่งซึ่งร่วมงานกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าในทวีปแอฟริกาโพสต์คลิปขณะปล่อยสิงโตเข้าป่าคืนสู่ธรรมชาติ  เมื่อเดือน พ.ย. ๒๕๖๒ ทีมเคยเข้าไปค้นหา และช่วยเหลือสิงโตจากฟาร์มแห่งหนึ่งในประเทศแอฟริกาใต้และเห็นสิงโต ๑๐ ตัวถูกขังโดยไม่ได้รับแสงแดดหรือหญ้า เจ้าหน้าที่ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อช่วยชีวิตสิงโตได้สำเร็จ ในที่นี้รวมถึงการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นระยะทาง ๕,๐๐๐ กม.และใช้เวลาเกือบ ๑๐ ชม. เพื่อย้ายสิงโตจากคอกขัง และดำเนินการด้านเอกสารเพื่อช่วยเหลือสิงโต การเคลื่อนย้ายสิงโตเหล่านี้ต้องใช้ยาสลบเพื่อให้สงบ และลดความเครียดจากการถูกขังในที่มืด และไม่มีหญ้า จากนั้น ขนย้ายขึ้นรถบรรทุกเพื่อไปปล่อยที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าซึ่งพวกมันจะได้เรียนรู้การเป็นสิงโตอีกครั้ง ท่ามกลางป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อีกทั้งจะได้อยู่ด้วยกัน “การล่าในกระป๋อง” เป็นการล่าถ้วยรางวัลที่เป็นการล่าไม่ยุติธรรม เพราะง่ายเกินไปสำหรับนักล่าสัตว์ สัตว์บางตัวถูกขังไว้ในที่จำกัด เช่น มีรั้วกั้นเพื่อให้นักล่าสังหารได้ง่ายขึ้น สิงโตส่วนใหญ่ถูกขังไว้ในคอกขังแคบๆ แทบจะไม่ได้กินอาหาร หรือไม่มีอาหารให้กินเลย และอยู่อย่างไม่ถูกสุขอนามัย อีกทั้งไม่ได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์ทั้งสิ้น นักล่าจะเลือกสิงโตเป็นเป้า และเลือกวิธีการสังหารที่ง่ายที่สุด แม้กระทั่งนั่งยิงปืนในรถ ขณะที่สิงโตไม่มีโอกาสยืน เพราะพื้นที่เล็กและแคบมาก สิงโตเพศผู้มักจะต่อสู้กันเอง เพราะไม่มีอาณาเขตของแต่ละตัว ทำให้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ธุรกิจล่าในกระป๋องเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีฟาร์มสิงโตกว่า ๑๖๐ แห่งที่เลี้ยงสิงโตเพื่อเกิดมาเป็นเป้าของชาวต่างชาติผู้ร่ำรวยและกระหายถ้วยรางวัล คาดว่าอาจมีสิงโตอยู่ในคอกขังประมาณ ๕,๐๐๐ ตัว ส่วนสิงโตในป่าธรรมชาติมีประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว

 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 16 กันยายน 2563

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับพายุระดับ 3 โซนร้อน“โนอึล’’ บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ว่า มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) คาดว่า จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายนนี้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางแห่ง โดยเริ่มมีผลกระทบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน หลังจากนั้นภาคเหนือและภาคอื่นๆ จะมีผลกระทบในระยะต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ตั้งศูนย์วอร์รูม หรือศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อแจ้งเตือน โดยมีคณะทำงานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของพายุดัวกล่าวให้ประชาชนได้รับทราบทุก 3 ชั่วโมง 

        พร้อมคาดการณ์ไว้ 2 เส้นทางที่พายุจะเคลื่อนผ่าน โดยเส้นทางแรก คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย แล้วเคลื่อนตัวต่อไปที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดอุตรดิษถ์ แพร่ และน่าน ส่วนเส้นทางที่ 2 คือ จังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุบลราชธานีเพชรบูรณ์ และพิจิตร เน้นย้ำว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวด้วยว่า พายุโซนร้อน “โนอึล” ที่จะเกิดขึ้น จะช่วยเพิ่มปริมาณนำ้ในอ่างเก็บน้ำได้หลายพื้นที่ ส่วนลุ่มน้ำที่มีปริมาณน้ำระดับสูงอาจได้รับผลกระทบทำให้น้ำล้นตลิ่งได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่เปราะปราง 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 15 กันยายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชื่นชมระบบการบริหารจัดการและบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีประสิทธิภาพ โดยนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์และลดการระบายออกสู่ภายนอก                                     

                นายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และคณะเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ ได้ลงพื้นที่ติดตามการบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและการพัฒนาด้านการจัดการน้ำเสียของโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการจัดการน้ำเสียให้ดีขึ้นและเกิดผลยั่งยืน ถือเป็นหน่วยงานแบบอย่างที่ดีและเป็นต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสียให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานอื่นๆในอนาคต โดย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีน้ำเสียจากอาคารต่างๆของโรงพยาบาลประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ 1 ชุด ขนาด 4,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถรับน้ำเสียจากทุกอาคารของโรงพยาบาล จากวิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และร้านค้าสวัสดิการต่างๆมาบำบัดร่วมด้วย โดยมีศูนย์บริหารสิ่งแวดล้อมและงานอาชีวอนามัยเป็นผู้ดูแลภาพรวม ซึ่งน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดได้มาตรฐานแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ปล่อยลงคลองพญาไทที่เป็นคลองปิด เพื่อนำไปใช้รดน้ำต้นไม้และสนามหญ้าภายในโรงพยาบาล // ส่วนที่ 2 ปล่อยลงคลองสามเสนบริเวณด้านหลังโรงพยาบาล และส่วนที่ 3 สูบใส่ในถังพักน้ำเพื่อนำไปล้างเศษขยะและพื้นห้องขยะ มีการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียอย่างสม่ำเสมอและตรวจสอบน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง พบมีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานต่อเนื่อง ส่วนผลการตรวจสอบน้ำทิ้งของ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พบมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด                                        

                ด้าน พลตรีสุพัษชัย เมฆะสุวรรณดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าให้ความสำคัญด้านการจัดการน้ำเสียและการประหยัดน้ำ ด้วยการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ ลดการระบายออกสู่ภายนอก และเน้นพัฒนาส่งเสริมให้ความรู้การบำบัดน้ำเสียกับชุมชนรอบข้างมาต่อเนื่อง ทั้งนี้ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นอีก 1 ใน 197 หน่วยงานที่ได้เข้าร่วมโครงการ “อาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย” ของกรมควบคุมมลพิษในปีนี้ โดยเน้นความสำคัญพัฒนาด้านการบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ และส่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบข้างในการอนุรักษ์คูคลองด้วย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 14 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/central/1929372

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2554 ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2495 อยู่คู่กับคนไทยมา 60 กว่าปี ไม่เคยเต็มอีกเลย ทั้งที่ภาคประชาชน อุตสาหกรรม การเกษตร และภาคบริการมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2559 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขามีความต้องการใช้น้ำ ประมาณ 18,500 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 21,100 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ในอีก 20 ปี ข้างหน้า

การผันน้ำเข้าในเขื่อนภูมิพลได้มีการศึกษา วิจัย สำรวจมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการสร้างเขื่อนภูมิพลนั้น มีเป้าหมายเพื่อนำน้ำมาใช้ในพื้นที่ภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำต่างๆ แต่หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ทำให้น้ำในเขื่อนภูมิพลไม่เคยเต็ม ทั้งที่ตัวเขื่อนสามารถเก็บกักน้ำได้มากถึง 13,000 ล้าน ลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำเพียงไม่เกิน 70% เกิดพื้นที่ว่างในเขื่อนจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้มีการจัดทำแผนและโครงการศึกษาทบทวนการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล โดยมีการคัดเลือกแนวส่งน้ำที่เหมาะสมสูงสุด

“เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การในอ่างประมาณ 9,000 กว่าล้าน ลบ.ม. แต่ส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำไม่เต็มความจุ เนื่องจากปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยปีละ 5,000 กว่าล้าน ลบ.ม. ทำให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำว่างจำนวนมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการคัดเลือกแนวส่งน้ำเพื่อศึกษาความเหมาะสม ซึ่งได้มีการศึกษาแนวส่งน้ำที่มีศักยภาพ 22 แนว แต่คัดเลือกแนวส่งน้ำ 18 แนว ใน 3 กลุ่มลุ่มน้ำ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำยวม ลุ่มน้ำเงา กลุ่มลุ่มน้ำเมยและสาขา และกลุ่มลุ่มน้ำปาย มาใช้เพื่อการเกษตร บริโภค การประมง การท่องเที่ยว การรักษาระดับน้ำ และเพิ่มปริมาณการจัดการระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงทางน้ำให้เกิดขึ้น” นายสุรชาติ กล่าว

เบื้องต้นได้มีการคัดเลือกมา 9 แนว แต่แนวส่งน้ำที่เหมาะสมสูงสุด ได้แก่ แนวส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำยวมตอนล่าง-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ที่จะผันน้ำมาจากแม่น้ำยวม ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย มีปริมาณน้ำผันเฉลี่ยปีละ 1,795 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำยวม ความจุอ่างเก็บน้ำ 68.74 ล้าน ลบ.ม. กั้นแม่น้ำยวมที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่สถานีสูบน้ำสบเงาเข้าสู่อุโมงค์ส่งน้ำขนาด 8.3 ม. ในอัตราการผันน้ำ 152.8 ลบ.ม.ต่อวินาที ยาวรวม 61.79 กม. มาลงฝั่งทางออกอุโมงค์ที่ห้วยแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะไหลลงเขื่อนภูมิพลบริเวณทะเลสาบดอยเต่า จ.เชียงใหม่ มีราคาค่าก่อสร้างโครงการ 71,000 ล้านบาท และค่าไฟฟ้าสูบน้ำเฉลี่ยปีละ 2,642.18 ล้านบาท มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเกษตรในฤดูแล้งเฉลี่ยปีละ 1.28 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพื่อการประปาเฉลี่ย 626 ล้าน ลบ.ม. และได้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย คิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการเฉลี่ยปีละ 10,070.31 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 12.44% และมีต้นทุนน้ำ 4.68 บาทต่อ ลบ.ม. จะมีการผันน้ำในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ มิถุนายน – มกราคม จะมีการวิเคราะห์ปริมาณน้ำผันใช้ปริมาณน้ำท่ารายวัน ช่วงผันน้ำ ปริมาณน้ำเพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศวิทยาด้านท้ายน้ำต้องไม่น้อยกว่าปริมาณปริมาณน้ำท่ารายวันต่ำสุดที่เกิดขึ้นเท่ากับ 5.88 ลบ.ม.ต่อวินาที และปริมาณน้ำที่มากเกิน อัตราผันน้ำสูงสุดระบายลงท้ายน้ำผ่านอาคารระบายท้ายน้ำและอาคารระบายน้ำล้น ช่วงระหว่าง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม ในฤดูแล้วมีการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเท่ากับปริมาณน้ำตามสภาพธรรมชาติในแม่น้ำยวม เป็นต้น

“ตอนนี้ได้มีการศึกษาผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมและสังคมเสร็จหมดแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการชี้แจงต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพราะการดำเนินการโครงการ จะทำให้สามารถเก็บน้ำในเขื่อนภูมิพลได้มาก และมีประโยชน์มากมาย ทั้งพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 1.61 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพื่อการอุโภคบริโภค 300 ล้าน ลบ.ม./ปี และได้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย คิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการเฉลี่ยปีละ 13,262 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 11.19 % และมีต้นทุนน้ำ 5.53 บาท/ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มในปี 2566 ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็จะทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำแก่คนกรุงเทพฯ และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้” นายสุรชาติ กล่าว

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 13 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.naewna.com/lady/517916

นายเพตเตรี ทาลาส เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติที่สำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวในรายงานว่า ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณความหนาแน่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ในขณะที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีผลกระทบระยะยาวเพียงเล็กน้อย การที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างฮวบฮาบเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับระดับของความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกที่มีความหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น กล่าวว่า ความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 3 ล้านปีอยู่แล้ว ยังคงมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เน้นให้เห็นว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเพิ่มขึ้นทั่วโลกเท่าใดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ในรายงานของหลายหน่วยงานของสหประชาชาติกล่าวว่า ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรงงานและสำนักงานต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดอีกครั้ง และมีการกลับมาเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในระดับร้อยละ 5 ของระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2019

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 12 กันยายน 2563

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/132937

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เตือนว่า จากการศึกษาและติดตามประชากรสัตว์ป่าของโลก พบว่าลดลงโดยเฉลี่ย 68% ในช่วงเวลาไม่ถึง 50 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการบริโภคของมนุษย์

รายงาน The Living Planet ประจำปี 2020 ประเมินจำนวนประชากรที่ลดลงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมมากกว่า 4,392 ชนิด ระหว่างปี 1970 ถึง 2016 รายงานระบุว่า จำนวนสัตว์ป่าที่มีอยู่มากกลับลดลงอย่างมาก อาจร้ายแรงถึงระดับ “ไม่เคยปรากฏในรอบหลายล้านปี” รายงานยังระบุว่า ภูมิภาคละตินอเมริกา และแคริบเบียน เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในโลก โดยจำนวนประชากรสัตว์ป่าลดลงเฉลี่ย 94%

การเปลี่ยนแปลงของทุ่งหญ้า ทุ่งสะวันนา ป่าไม้ และที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชุ่มน้ำ การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่ามากเกินไป การนำสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองเข้าระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวเร่งหลักที่ลดประชากรสัตว์ป่า และจากข้อมูลของ WWF การทำลายระบบนิเวศในขณะนี้ได้คุกคามสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านชนิด สัตว์และพืชรวมกัน 500,000 ชนิด และแมลง 500,000 ชนิด ซึ่งจะสูญพันธุ์ไปในอีกไม่กี่ทศวรรษหรือศตวรรษข้างหน้า

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 11 กันยายน 2563

กรมทรัพยากรธรณี ย้ำ ผลการตรวจสอบ "หินนิ้วมือ" เป็น “แร่ควอตซ์สีขาว” มีคุณสมบัติคงทนต่อการกัดกร่อนสูงและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบ                    

                    นายปรัชญา บำรุงสงฆ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณี ได้ส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 4 พร้อมด้วย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพังงา และหน่วยงานในท้องถิ่น ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง "หินนิ้วมือ" บริเวณเกาะคอเขา ม.2 บ้านนอกนา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พบหินที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายนิ้วมือมีเล็บติดสีขาว ขนาดกว้างยาวประมาณ 1 - 3 เซนติเมตร สามารถยืนยันได้ว่าหินนิ้วมือดังกล่าวเป็นกรวดชนิดแร่ควอตซ์ (Quatz) สีขาว สะสมตัวแบบทุติยภูมิในหินตะกอนชนิดหินทรายเนื้อปนกรวด หมวดหินเกาะเฮ กลุ่มหินแก่งกระจาน ยุคเพอร์เมียน โดยกรวดที่พบในหินทรายประกอบด้วยแร่ควอตซ์ แร่เฟลด์สปาร์ หินทรายแป้ง และหินแกรนิต ซึ่งในพื้นที่โดยรอบสามารถพบกรวดที่มีลักษณะตามธรรมชาติแบบต่างๆปะปนในเนื้อหินอยู่ทั่วไป ดังนั้น “หินนิ้วมือ” ดังกล่าว คือ “แร่ควอตซ์สีขาว” ที่มีคุณสมบัติคงทนต่อการกัดกร่อนสูงและเกิดขึ้นเองโดยกระบวนการทางธรรมชาติ                    

                    สำหรับพื้นที่ที่พบ “หินนิ้วมือ” มีความเหมาะสมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ทางธรณีวิทยาต่อไป เนื่องจากมีภูมิประเทศที่โดดเด่นและมีลักษณะธรณีวิทยาที่น่าสนใจสำหรับการศึกษา สำรวจ และค้นหาเพิ่มเติมในอนาคต

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 10 กันยายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านการประกวดแข่งขัน "Low Carbon Contest : Vlog - The Journey"

                           นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดแข่งขัน "Low Carbon Contest : Vlog - The Journey" จัดโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , สมาคมมัคคเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และบริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด ในนามบริษัทสารคดี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นความสำคัญของภาวะโลกร้อน แล้วร่วมลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะสร้างการมีส่วนร่วม แล้วร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของตนเอง และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย รวมทั้ง สร้างการเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดทางวัฒนธรรม (Advocator/Influencer) แนะนำ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำผ่านสื่อสังคม โดยจะนำผลงานที่ผ่านการคัดเลือก ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อแนะนำการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำให้แพร่หลายผ่านสื่อในช่องทางต่างๆ ควบคู่กับเชิญชวนให้ร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจกและลดโลกร้อนผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำด้วย   

                       สำหรับกิจกรรมครั้งนี้มีผู้สมัคร 461 ทีม มีส่ง Vlog เข้าประกวด 173 คลิป โดยมี 3 ทีมได้รับรางวัลดีเด่น รางวัลละ 30,000 บาท คือ ทีมลาเต้ ชื่อ “นครศรีธรรมชาติ” // ทีม SpeakUp ชื่อ “น่าน...ไง จะที่ไหนล่ะ!” และ ทีม this footage is recycleable ชื่อ “กรีนไว้ก่อน : กรีนนะจ๊ะบุรี อีโค่ยันเงา ดูงู เข้าป่า พาล่องน้ำ ทำบ้านดินที่กาญฯ” ส่วนรางวัลชมเชยมี 7 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท และรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 9 กันยายน 2563

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่ง เดินหน้าแผนแก้ปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีนหลังพบมีสภาพเสื่อมโทรมสาเหตุจากการระบายน้ำเสียจากภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม

                นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากการประชุม "ประชารัฐร่วมใจ แก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีน" ร่วมกับจังหวัดที่เกี่ยวข้องทั้งสุพรรณบุรี ชัยนาท นครปฐม และสมุทรสาคร รวมถึง ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ชุมชน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) ภาคประชาชน และภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการจัดการน้ำเสียในสถานประกอบการ แนะแนวทางการบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ให้ความรู้เกี่ยวแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายทางด้านสิ่งแวดล้อม และให้คำปรึกษาในการปรับปรุงแก้ระบบบำบัดน้ำเสีย หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งแก้ปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำท่าจีนมีสภาพเสื่อมโทรมมาต่อเนื่อง ด้วยการกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาคุณภาพน้ำของประเทศ ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจสภาพลุ่มน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่แม่น้ำท่าจีน พบแม่น้ำท่าจีนมีสภาพเสื่อมโทรมและไม่เป็นไปตามประเภทการใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง สาเหตุมาจากการระบายน้ำเสียจากภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม เช่น ฟาร์มสุกร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนาข้าว ทั้งนี้ คพ. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพลุ่มน้ำท่าจีน แบ่งเป็น การป้องกัน ควบคุม กำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมาย // การลดการระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ // การติดตามตรวจสอบ และการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ // การปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งน้ำ และสุดท้าย การสร้างการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกให้กับทุกภาคส่วน

                อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวย้ำว่า การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพลุ่มน้ำท่าจีน หากประสบความสำเร็จจะเป็นการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม แล้วยังส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยในอนาคต

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 8 กันยายน 2563

                นายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวหลังจากลงพื้นที่ติดตามการบำบัดน้ำเสียของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และผลการพัฒนาด้านการจัดการน้ำเสียของศูนย์ราชการ ว่า ศูนย์ราชการฯ มีบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังจัดตั้งให้บริหารอาคารของศูนย์ราชการฯ และดูแลระบบบำบัดน้ำเสียภาพรวม แบ่งเป็น กลุ่มอาคาร 8 หลัง ที่มีหน่วยงานราชการประมาณ 100 หน่วยงาน รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 650,000 ตารางเมตร ซึ่งเข้าข่ายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอาคารประเภท ก ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่ต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พบมีหน่วยงานเพียง 30 หน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามกรมควบคุมมลพิษกำหนด จึงได้พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียในทุกหน่วยงานให้ดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบันมีน้ำเสียจากอาคารต่างๆภายในพื้นที่ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดได้มาตรฐานแล้วร้อยละ 80 แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการรดน้ำต้นไม้ ล้างพื้น และถนน เมื่อเทียบกับอดีตสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น ส่วนผลการตรวจสอบน้ำทิ้งของเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทำให้ ธพส. ได้รับการยกย่องอยู่ในระดับเหรียญทองในปัจจุบันและสามารถเป็นตัวอย่างของการบำบัดน้ำเสียของหน่วยงานราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                ด้าน นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ศูนย์ราชการฯ ถือเป็น 1 ใน 197 หน่วยงานที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ “อาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย” ของกรมควบคุมมลพิษในปี 2563 เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นส่งเสริมให้องค์ความรู้คำแนะนำ เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานมีการจัดการน้ำเสียจากอาคารและระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม จะเป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หากหน่วยงานใดที่ผ่านเกณฑ์ประเมินของโครงการจะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย