สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 25 พฤศจิกายน 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ย้ำ ตอนบนของประเทศมีฝนบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง พร้อมเตรียมแผนรับมือหน้าแล้งและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ

               กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศวันนี้ (25 พ.ย.63) ว่า ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยแม่น้ำสายหลักมีน้ำน้อยถึงน้ำมากและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมปริมาณน้ำใช้การแหล่งน้ำทุกขนาดอยู่ที่ 27,905 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 48 และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 20,206 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 ส่วนจุดเฝ้าระวังน้ำน้อยยังคงอยู่ในพื้นที่ 9 แห่ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ 7 แห่ง และภาคตะวันตก 2 แห่ง ทั้งนี้ กอนช.ได้การเตรียมรับมือหน้าแล้งด้วยการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศในปีงบประมาณ 2564 ทั้งการให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำต่อเนื่อง ควบคู่กับกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และไม้ผลเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที ขณะที่ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนจัดสรรน้ำและแหล่งน้ำสำรองให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน กำหนดแนวทางและมาตรการแก้ปัญหา พร้อมทั้ง ให้หน่วยงานบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้มีความรุนแรง แล้วติดตามสภาพอากาศแนวโน้มปริมาณฝนและพายุที่อาจจะเข้าสู่บริเวณ 3 ลุ่มน้ำหลักภาคใต้ คือ ลุ่มน้ำสงขลา ลุ่มน้ำปัตตานี และลุ่มน้ำตาปี และทุกหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการรับมือสถานการณ์น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลาง เพื่อบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำช่วงหน้าแล้งปี 2563/64 ให้เป็นไปตามแผน

              กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ยังได้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ณ สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเช่นกัน

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 24 พฤศจิกายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนมาตรการ 12 ข้อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต่อเนื่อง โดยเน้นแผนเฉพาะกิจดำเนินการเชิงรุก หวังลดผลกระทบมลพิษระยะยาวให้กับประชาชน หลังรัฐบาลประกาศยกระดับปัญหาฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ                

                นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวถึงกรณีข้อวิจารณ์การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของรัฐบาลไม่มีความคืบหน้ามาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว เมื่อหมดหน้าฝนเข้าสู่หน้าหนาวคนไทยต้องกลับมาเจอกับปัญหาเดิม ว่า รัฐบาล ได้เดินหน้าแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันอย่างจริงจัง โดยปีนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ถอดบทเรียนและทบทวนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฯและจัดทำแผนเฉพาะกิจแก้ปัญหาฝุ่นละอองเพิ่มเติมอีก 12 ข้อ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ปัญหาฝุ่นละอองเชิงรุก โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์วิกฤติ เนื่องจากทุกปีประเทศไทยประสบปัญหาฝุ่นละอองมีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีต่อต้นปี เพราะไทยได้รับอิทธิผลจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศปิด ลมสงบ และชั้นบรรยากาศผกผัน ทำให้ฝุ่น PM2.5 ไม่มีการกระจายตัวและเกิดการสะสม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถควบคุมปัจจัยอื่นได้ คือ แหล่งกำเนิด ประกอบด้วย การสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ ตั้งศูนย์ข้อมูลการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ War room ช่วงวิกฤติฝุ่น // แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง เป็นกลไกหลักกำกับดูแลและรับมือสถานการณ์ // การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า ทั้งการเก็บขนและใช้ประโยชน์เศษวัสดุในป่า (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2563 คู่ขนานกับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หรือวันที่จังหวัดกำหนด // สร้างเครือข่าย อาสาสมัคร และจิตอาสา เป็นกลไกหลักเข้าถึงพื้นที่ ทั้งสื่อสาร ติดตาม เฝ้าระวัง และดับไฟ // เร่งขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ภายใต้ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน โดยกำหนดเป้าหมาย 12 จังหวัดภายในปี 2563 และครบ 76 จังหวัด ภายในปี 2570                

                อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวย้ำว่า ยังเร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม // การพยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเริ่มใช้วันที่ 15 พฤศจิกายน // ประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายงานปริมาณฝุ่นละอองเชิงพื้นที่เริ่มใช้วันที่ 1 ธันวาคม // พัฒนาระบบคาดการณ์และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ การพัฒนาและใช้งานแอพพลิเคชันบัญชาการการดับไฟป่าเริ่มใช้วันที่ 1 ธันวาคม // บริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้แอพพลิเคชันลงทะเบียนจัดการเชื้อเพลิง // ให้ประชาชนมีส่วนร่วมดูแลป่าไม้และลดการเผาป่า ผ่านการจัดที่ดินทำกิน และสุดท้าย เจรจาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งระดับอาเซียน ระดับทวิภาคี และระดับพื้นที่ชายแดน  

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 23 พฤศจิกายน 2563

ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ร่วมกันพัฒนาระบบการพยากรณ์คุณภาพอากาศโดยใช้เทคโนโลยีอวกาศ "Mekong Air Quality Explorer" ประมวลผลจากข้อมูลดาวเทียมและระบบแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของนาซ่าราย 3 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความแม่นยำการพยากรณ์

              นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ร่วมกันจัดทำระบบการติดตาม ประเมิน และพยากรณ์คุณภาพอากาศโดยใช้เทคโนโลยีอวกาศ หรือ Mekong Air Quality Explorer (http://aqatmekong-servir.adpc.net/en/mapviewer/) เพื่อช่วยรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศของประเทศไทย โดยประมวลผลจากข้อมูลดาวเทียมและระบบแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของนาซ่าราย 3 ชั่วโมง รวมทั้ง เพิ่มขีดความสามารถการรายงานความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 เชิงพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศ และมีการพยากรณ์ล่วงหน้า 3 วันที่ร่วมงานกับ GISTDA ของประเทศไทยที่ได้พัฒนาระบบข้อมูลดาวเทียมติดตามแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง PM2.5 จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ การกระจายตัว ทิศทางของฝุ่นละออง และพฤติกรรมการแพร่กระจายของฝุ่นละออง PM2.5 เชิงพื้นที่ ทั้งในประเทศและรอบประเทศที่ความถี่ทุกชั่วโมง สำหรับประกอบการออกคำแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมความพร้อมและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งสำคัญระบบการติดตาม ประเมิน และพยากรณ์คุณภาพอากาศยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อมูลให้กับแอปพลิเคชัน “Burn Check” เพื่อลงทะเบียนบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตรกรรมด้วย และช่วยป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานโดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้มีประสิทธิภาพขึ้น

              อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือจัดการปัญหามลพิษอากาศผ่านความร่วมมือกับองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) , องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) , ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) , โครงการเซอร์เวียร์แม่โขง (SERVIR-Mekong) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาฝุ่นละอองภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” พร้อมทั้ง ได้ควบคุม กำกับ และดูแลภารกิจตามมาตรการในรูปแบบ War Room เมื่อเกิดสถานการณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยกระดับการดำเนินงานอย่างเข้มงวดให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 22 พฤศจิกายน 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ย้ำ ตอนบนของประเทศมีฝนบางพื้นที่และอุณหภูมิจะลดลงอีก ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม

               กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศวันนี้ (22 พ.ย.63) ว่า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกบางพื้นที่และอุณหภูมิจะลดลงอีก ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยแม่น้ำสายหลักมีน้ำน้อยถึงน้ำมากและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำใช้การ 20,964 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อย คือ ภาคเหนือ 7 แห่ง และภาคตะวันตก 2 แห่ง ทั้งนี้ กอนช.ได้คาดการณ์ช่วงปลายปี 2563 ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานีญาทำให้มีปริมาณฝนสูงกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ที่อยู่ช่วงหน้ามรสุมและอาจจะเกิดพายุจรประมาณ 1- 2 ลูก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลาก ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยบริเวณภาคใต้ช่วงเดือนธันวาคม 2563 จำนวน 13 จังหวัด 107 อำเภอ 603 ตำบล และเดือนมกราคม 2564 จำนวน 10 จังหวัด 93 ตำบล 45 อำเภอ พร้อมทั้ง ให้เตรียมความพร้อมการพร่องน้ำเพื่อรับมือน้ำหลาก เตรียมแผนเชิญเหตุ บุคลากร และเครื่องจักรเครื่องมือสาธารณภัยเพื่อพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันท่วงทีด้วย

              กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ยังได้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ณ สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง ค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเช่นกัน

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 21 พฤศจิกายน 2563

ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ย้ำ สภาพอากาศขมุกขมัวปกคลุมพื้นที่พัทยาไม่ใช่ฝุ่นละออง PM2.5 แต่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

                ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีพื้นที่ภาคตะวันออกบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยพบกลุ่มหมอกควันหนา จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวลอาจเป็นฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีปริมาณสูงมากปกคลุมพื้นที่ จากการตรวจสอบพบช่วงนี้มวลอากาศเย็นแผ่มาปกคลุมประเทศไทยตอนบนปะทะกับมวลอากาศร้อนจากมรสุมทางใต้ที่ปกคลุมอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ร่วมกับความชื้นสูงในพื้นที่ชายทะเล โดยเฉพาะพัทยา โดยเมื่อวานนี้ (20 พ.ย.63) มีค่าความชื้นสัมพันธ์สูงถึงร้อยละ 70 - 90 ซึ่งผิดวิสัยของฤดูหนาวที่อากาศจะค่อนข้างแห้ง ทำให้มีลักษณะคล้ายหมอกปกคลุมบริเวณกว้างและขมุกขมัว บางครั้งทำให้เข้าใจผิดเป็นฝุ่นละอองปกคลุมหนาแน่น แต่เมื่ออากาศในพื้นดินร้อนมากขึ้นจะทำให้หมอกดังกล่าวหายไป ซึ่งปรากฎการณ์ลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้อีกเนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สำหรับการตรวจวัดปริมาณ PM 2.5 นั้น หากเป็นเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพาอาจจะมีโอกาสเห็นค่าคุณภาพอากาศที่ค่อนข้างเกินจริงได้ เพราะเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพาอาจอ่านค่าไอน้ำเป็นค่าฝุ่นได้ และไม่มีระบบกำจัดความชื้นออกจากตัวอย่างอากาศก่อนอ่านค่า ทำให้ค่าฝุ่นที่อ่านได้ในพื้นที่มีความชื้นสูงมีค่าสูงกว่าการตรวจวัดด้วยวิธีตามที่มาตรฐานกำหนด

                ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ แต่ยังคงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า ส่วนยอดดอยและยอดภูมีอากาศเย็นถึงหนาว ขณะที่มีลมตะวันออกพัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุม สำหรับอ่าวไทยและภาคใต้มีคลื่นกระแสลมตะวันออกเคลื่อนเข้าปกคลุมทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนตกในระยะนี้

                สามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศการพยากรณ์ปริมาณ PM2.5 รวมถึง คำแนะนำ สาระความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ ได้จากทางแฟนเพจ ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) แจ้งร้องเรียนปัญหามลพิษ สายด่วน 1650

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 20 พฤศจิกายน 2563

ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานจนเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 

ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานคุณภาพอากาศทั่วประเทศช่วงเช้าวันนี้ (20 พ.ย.63) ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ยกเว้นเกินมาตรฐานจนเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ใน 6 พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรปราการ และหนองคาย และฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินมาตรฐาน 3 พื้นที่ของจังหวัดสระบุรี และกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ คุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ยกเว้นเกินมาตรฐานจนเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ ฝุ่นละออง PM2.5 ใน 5 พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรปราการ และฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินมาตรฐาน 2 พื้นที่บริเวณริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน และริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 8 เขตหนองแขม

โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ bangkokairquality.com

 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 19 พฤศจิกายน 2563

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามความก้าวหน้างานอนุรักษ์ฟื้นฟูและวิจัยองค์การสวนพฤกษศาสตร์ เพื่อให้สร้างงานวิจัยพันธุ์พืชนอกถิ่นกำเนิดอันดับหนึ่งของประเทศ

                  นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการปฏิบัติงานของ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามนโยบาย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรพรรณพืชให้คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าความสำคัญและร่วมกันอนุรักษ์ สิ่งสำคัญมุ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์และวิจัยพันธุ์พืชนอกถิ่นกำเนิดอันดับหนึ่งของประเทศ เพื่อความมั่นคงของทรัพยากรพันธุ์พืช ควบคู่กับประยุกต์ใช้องค์ความรู้บริหารจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มจากการประกอบกิจการนำไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนด้านทรัพยากรพันธุ์พืชและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง เสริมสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านพืชและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุ์พืชและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานทางด้านวิชาการขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะงานวิจัย

                  สำหรับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่อนุรักษ์ วิจัย สร้างการเรียนรู้ และให้บริการความรู้ทางด้านพืชพรรณของประเทศ ปัจจุบันมีเป้าหมายขยายแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์ไม้นอกถิ่นที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ 

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 18 พฤศจิกายน 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ย้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนตกเล็กน้อย พร้อมยังเฝ้าระวังน้ำน้อยใน 9 แหล่งกักเก็บน้ำ

              กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศวันนี้ (18 พ.ย.63) ว่า ประเทศไทยทั่วทุกภาคมีฝนตกเล็กน้อย โดย จ.สงขลา นราธิวาส และพัทลุงมีฝนตกหนัก โดยแม่น้ำสายหลักมีน้ำน้อยถึงน้ำมากและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมปริมาณน้ำใช้การ แหล่งน้ำทุกขนาดอยู่ที่ 27,913 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 48 และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 21,004 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 ส่วนจุดเฝ้าระวังน้ำน้อยยังคงอยู่ในพื้นที่ 9 แห่ง ทั้งนี้ กอนช. ได้เฝ้าระวังเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักและเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก เนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญาที่ส่งผลต่อสภาวะอากาศของประเทศไทยไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 พร้อมทั้ง แจ้งแผนการเพาะปลูกพืชและนโยบายและมาตรการการเพาะปลูกพืชหน้าแล้ง ปี 2563/64 โดยมีแผนการเพาะปลูกพืชทั้งประเทศรวม 5.12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.66 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3.46 ล้านไร่ ขณะเดียวกันได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำด้วย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 17 พฤศจิกายน 2563

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ย้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนตกเล็กน้อย พร้อมยังเฝ้าระวังน้ำน้อยใน 10 แหล่งกักเก็บน้ำ

             กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศวันนี้ (17 พ.ย.63) ว่า ประเทศไทยทั่วทุกภาคมีฝนตกเล็กน้อย ยกเว้น จ.พัทลุง และตรัง มีฝนตกปานกลาง โดยแม่น้ำสายหลักมีน้ำน้อยถึงน้ำมากและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมปริมาณน้ำใช้การแหล่งน้ำทุกขนาดอยู่ที่ 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 48 และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 21,004 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 ส่วนจุดเฝ้าระวังน้ำน้อยยังคงอยู่ในพื้นที่ 10 แห่ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ บริเวณเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนภูมิพล เขื่อนกิ่วลม อ่างเก็บน้ำแม่มอก เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน บึงบอระเพ็ด และภาคตะวันตก คือ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ทั้งนี้ กอนช. จะเร่งดำเนินงานหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม โดยให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในเดือนมกราคมเพิ่มเติม ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อเตรียมแนวทางแก้ปัญหาแล้วเสนอ กอนช. ต่อไป

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 16 พฤศจิกายน 2563

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบ 12 มาตรการแก้ปัญหามลพิษก่อนฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลวิกฤติช่วงเดือนธันวาคม

             นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะประธานศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กล่าวถึงความพร้อมรับมือปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง การป้องกัน และแก้ปัญหาฝุ่นละออง ว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบทบทวนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” คือ มาตรการที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (ช่วงวิกฤต) // มาตรการที่ 2 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และมาตรการที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ พร้อมทั้ง เห็นชอบกำหนด 12 มาตรการเฉพาะกิจการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อรายงานข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนในรูปแบบ One Voice One Team ผ่านศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบมาตรการในวันพรุ่งนี้ (17 พ.ย.) เพื่อเดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาและรับมือฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่จะวิกฤติตลอดเดือนธันวาคมนี้ เนื่องมาจากสภาพอากาศนิ่งและไม่มีลมจะทำให้ฝุ่นไม่ลอยตัวสู่ชั้นบรรยากาศ

               อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวย้ำว่า ปีนี้ตั้งเป้าลดจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศลงให้ได้ไม่น้อยกว่าปีก่อนให้ได้ร้อยละ 20 หลังช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีจุดความร้อน (Hotspot) สูงขึ้น คือ ปี 2562 มีจุดความร้อนสูงถึง 90,455 จุด แม้ปี 2563 จุดความร้อนจะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 88,855 จุด แต่ยังถือว่าสูงมาก จึงต้องลดจำนวนจุดความร้อนลงให้ได้มากที่สุดเพื่อช่วยลดไฟป่าหมอกควันปัญหาของมลพิษทางอากาศ ด้วยการนำเชื้อเพลิงจากเศษวัสดุและใบไม้ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนมาผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลต่อไป

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 15 พฤศจิกายน 2563

คุณภาพอากาศทั่วประเทศ อยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ตลอดทั้งวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) คุณภาพอากาศดีมากถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและตรวจวัดเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับสีส้ม 30 พื้นที่ รวมถึงฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินมาตรฐาน 1 พื้นที่ และก๊าซโอโซน (O3) เกินมาตรฐาน 11 พื้นที่

ขณะที่ สถานการณ์คุณภาพอากาศทั่วประเทศ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพบสารมลพิษทางอากาศที่ตรวจเกินมาตรฐานในระดับสีส้ม คือ ฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินมาตรฐาน 32 พื้นที่ รวมถึง ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินมาตรฐาน 2 พื้นที่ และก๊าซโอโซน (O3) เกินมาตรฐาน 12 พื้นที่

ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ bangkokairquality.com