สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 เมษายน 2563

ที่มา: https://www.naewna.com/local/483672

นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการจัดการขยะติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้กรุงเทพมหานครจัดเก็บขยะติดเชื้อจากสถานพยาบาล และโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมาณเพิ่มขึ้นอยู่ที่จำนวนวันละ 42 ตัน นำไปเผาในเตาเผาขยะติดเชื้อที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม หรือศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งสามารถรับได้ 60 ตัน/วัน ในส่วนของขยะติดเชื้อและหน้ากากอยามัยใช้แล้วจากบ้านเรือนประชาชน รวมถึงจุดที่กรุงเทพมหานครตั้งถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วตามสำนักงานเขต 50 เขตและศาลาว่าการ กทม. ทั้ง 2 แห่ง ยังไม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากนัก เรายังต้องรณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนแยกขยะติดเชื้อหน้ากากอนามัยใช้แล้วนำไปทิ้งจุดทิ้งที่ตั้งถังสีส้ม หรือใส่ถุงมัดแยกทิ้งให้คนงานเก็บขนขยะมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ดีในภาพรวมจำนวนปริมาณขยะต่อวันในช่วงนี้ลดลง เนื่องจากการปิดกิจการตามประกาศของกรุงเทพมหานคร ทำให้ปริมาณขยะเปียกลดลง แต่เจ้าหน้าที่เก็บขนขยะยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ทุกวัน กรุงเทพมหานครโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของบุคลากรพนักงานเก็บขนขยะที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน ประกอบด้วย หน้ากากอนามัยแบบผ้า หน้ากากป้องกันใบหน้า (Face Shield) ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ท ชุดหมี (PPE) สำหรับพนักงานเก็บขนขยะและชุดค้างคาว (ชุดกันน้ำ) สำหรับพนักงานฉีดล้างทำความสะอาด มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้นำไปสวมใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยสำนักงานเขต ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร และอาสาสมัครสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ยังคงร่วมกันผลิตหน้ากากผ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอ เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานพบคนงานกวาด หรือเก็บขนขยะป่วยหรือมีอาการของโรคโควิด-19

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 2 เมษายน 2563

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยปัญหาหมอกควัน สั่งการให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประชุมติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือประจำวัน เน้นย้ำให้ 17 จังหวัดภาคเหนือและจังหวัดกาญจนบุรี เร่งจัดการปัญหาไฟป่าและการเผาอย่างเด็ดขาด โดยให้หน่วยงานต่างๆ บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้และให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ในกรณีที่จับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว ให้เร่งส่งฟ้องและดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมทั้งให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด แถลงข่าวการจับกุมและดำเนินคดี เพื่อเป็นการป้องปรามและเป็นตัวอย่างให้ประชาชนรับรู้ไม่กระทำความผิด

สำหรับสถานการณ์หมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะการพบแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของจุดความร้อน (Hotspot) ในเมียนมา และ สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ กรมควบคุมมลพิษ เร่งประสานงานกับทั้ง 2 ประเทศ เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาแล้ว ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาพรวมดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังมีจุดความร้อนจำนวนมากในเมียนมา สปป.ลาว และไทย ประกอบกับมีแนวปะทะของลมบริเวณภาคเหนือตอนบน ยังคงส่งผลให้จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการสะสมของฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ระหว่าง 39-286 มคก./ลบ.ม.อยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 

โดยมีพื้นที่ ที่ฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา จังหวัดตาก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร และจังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ พบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด 286 มคก./ลบ.ม. ที่จังหวัดเชียงใหม่

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ 1 เมษายน 2563

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า 

ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มี 11 หน่วยปฏิบัติการกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก ภาคกลาง จากเดิมหน่วยฯ จังหวัดนครสวรรค์ ย้ายไปประจำการที่ จังหวัดลพบุรี เนื่องจากขณะนี้ลมเริ่มเปลี่ยนทิศและมีหลายพื้นที่มีความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น จึงปรับการปฏิบัติการเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุด และจากเดิมหน่วยฯ จังหวัดกาญจนบุรี ย้ายไปใช้สนามบินชั่วคราวที่จังหวัดราชบุรี เนื่องจากสนามบินค่ายสุรสีห์ยังอยู่ในระหว่างการฝึกรบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ จากเดิมหน่วยฯ จังหวัดอุบลราชธานี ย้ายไปประจำการที่ จังหวัดนครราชสีมา ภาคตะวันออก จากเดิมหน่วยฯ จังหวัดระยอง ย้ายไปประจำการที่ จังหวัดจันทบุรี และภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

โดยทั้ง 11 หน่วยฯ จะมการติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในการช่วยจะคลี่คลายสถานการณ์ภัยแล้งของพื้นที่การเกษตร การเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แม่น้ำลำคลอง ที่มีปริมาณ

น้ำน้อยอยู่ ณ ขณะนี้ รวมถึงการช่วยบรรเทาปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯยังช่วยบรรเทาสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดพายุลูกเห็บที่อาจส่งผลกระทบเกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร และบ้านเรือนของประชาชน ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ร่วมกับเหล่าทัพ กองทัพอากาศและกองทัพบก ในการปฏิบัติการฝนหลวงลดความความรุนแรงของภัยพิบัติต่างๆ โดยน้อมนำตำราฝนหลวงพระราชทานที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงคิดค้นและมอบเป็นมรดกให้กับชาวไทย มาใช้ปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา

 

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 31 มีนาคม 2563

ที่มา: https://www.komchadluek.net/news/agricultural/425399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตาม และวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำผ่านระบบ VDO Conference ไปยังผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมไปถึงเครือข่าย SWOC ทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 รวมทั้งการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศว่า ในช่วงวันที่ 30 มี.ค. 63 ไปจนถึงวันที่ 6 เม.ย. 63 ทางตอนบนของประเทศไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเกิดฝนฟ้าคะนองได้ โดยเฉพาะบริเวณ จ. อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ จันทบุรี ระยอง ตราด และสระแก้ว ซึ่งเป็นพายุฤดูร้อนส่งผลให้มีฝนตก และลมกระโชกแรงเกิดขึ้น หลังจากนั้นปริมาณฝนจะลดลง และอากาศจะร้อนขึ้น สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 36,516 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,178 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,307 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 37 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 2,611  ล้านลูกบาศก์เมตร คาดการณ์ว่า ณ วันที่ 1 พ.ค. 63 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับสำรองไว้ใช้ต้นฤดูฝนหรือกรณีฝนทิ้งช่วง ในส่วนของผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ปัจจุบันมีการใช้น้ำตามแผนไปแล้ว 14,098 ล้านลูกบาศก์เมตร (แผนฯ 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร) หรือร้อยละ 80 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำตามแผนฯไปแล้วประมาณ 3,790 ล้านลูกบาศก์เมตร (แผนฯ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร) หรือร้อยละ 84 ของแผนฯ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแม้ในระยะที่ผ่านมาจะมีฝนตกลงมาบ้างในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำสายหลักต่างๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย ซึ่งหากเป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมคาดการณ์ว่า ในช่วงต้นเดือนเม.ย. จะมีฝนตกลงทางตอนบนของประเทศ คาดว่าจะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 7 – 10 เม.ย. และ 25 – 29  เม.ย.นี้ จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง กรมชลประทาน ได้วางมาตรการในการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ โดยการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 70 ลูกบาศก์เมตร /วินาที สำหรับใช้ในการเจือจางค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการใช้น้ำที่วางไว้ ส่วนปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนนี้แน่นอน จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 30 มีนาคม 2563

ที่มา: https://www.komchadluek.net/news/agricultural/425183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากนายจรินทร์  คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่แจ้งว่า โครงการชลประทานเชียงใหม่ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจระดับภูมิประเทศ (contour) ของอ่างเก็บน้ำห้วยขมิ้น และอ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้ ในพื้นที่ ต. ป่าเมี่ยง อ. ดอยสะเก็ดโดยนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนเข้ามาใช้ในการสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อดำเนินการวางแผนเข้าปรับปรุง และพัฒนาอ่างเก็บน้ำดังกล่าวก่อนที่จะดำเนินการขุดลอกตะกอนดินภายในอ่างเก็บน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่การเก็บกักน้ำ หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จ จะสามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 บอกว่า เบื้องต้นจากปัญหาภัยแล้งทางสำนักงานชลประทานในพื้นที่ได้เข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำแล้วโดยเฉพาะในพื้นที่ จ. นครราชสีมา สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ดำเนินการสูบน้ำจากสระหนองตะไก้ ต. กุดพิมานไปเติมยังสระน้ำวัดบ้านไร่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 6 บ้านไร่ หมู่ 8 บ้านใหม่แสนสุข หมู่ 9 บ้านดอนใหญ่ และหมู่ 10 บ้านดอนน้อย ต. กุดพิมาน อ. ด่านขุนทดนอกจากนี้ ยังดำเนินงานสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำฉมวก ต. หลุ่งประดู่ อ. ห้วยแถลงไปเติมน้ำให้แก่สระน้ำหนองขามป้อม บ้านโนนหญ้านาง หมู่ 8 ต. หนองระเวียง อ. พิมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างมาก โดยจะดำเนินการไปจนถึงต้นฤดูฝน หรือจนกว่าจะมีฝนตกชุกสม่ำเสมอ จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด  

กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ ที่กระจายอยู่ตามโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบกับปัญหาภัยแล้งได้ตลอดเวลา แม้ว่าในช่วงสภาวะวิกฤติการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 กรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นภารกิจหลักเพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอไม่ขาดแคลน จนกว่าจะเช้าสู่ฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ควบคู่ไปกับการดำเนินการตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานทุกระดับจากการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19ด้วย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 29 มีนาคม 2563

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/142748

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ผู้ว่าฯอัศวิน” ระบุ “รณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมงปี 63 ประชาชนร่วมมือประหยัดไฟถึง 2,482 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

แม้ว่าปีนี้จะงดการจัดกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ช่วยลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2020)” ในวันที่ 28 มี.ค.63 เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่พี่น้องประชาชนก็ให้ความสนใจในกิจกรรมรณรงค์ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นภายในบ้าน ช่วงเวลา 20.30 – 21.30 น. เป็นจำนวนมาก

ทำให้ปีนี้ สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 2,482 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 เม.ย.62 ที่มีการใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครถึง 6,204.24 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นมูลค่า 10,152,362 บาท และสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 1,219 ตัน เปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งลดการใช้กระแสไฟฟ้าได้ 1,514 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าไฟฟ้าที่ลดลง 6.05 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 749 ตัน

ถือว่าปีนี้ดีเกินคาดครับ เพราะประชาชนให้ความร่วมมือและตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเราจะกำลังเผชิญวิกฤตโรคระบาด แต่ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมไม่เคยขาดไปไหน

ผมขอขอบคุณเครือข่ายทุกองค์กร ที่ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ และทุกจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมด้วยช่วยกันปิดไฟ 1 ชั่วโมง และลดใช้พลังงานต่างๆ

และขอขอบคุณการไฟฟ้านครหลวง ที่ดำเนินการคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 2 ทุ่มครึ่ง ถึง 3 ทุ่มครึ่ง เมื่อคืนที่ผ่านมา

ช่วงที่เราได้อยู่บ้านนี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้ตรวจสอบฟืนไฟอุปกรณ์ต่างๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ รวมถึงดูว่าไฟดวงไหนไม่จำเป็น อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดใดไม่ได้ใช้บ่อยๆ ก็ควรปิดสวิทซ์และถอดปลั๊กให้เรียบร้อย
หากทุกคนร่วมมือกันทำอย่างต่อเนื่องในทุกวัน ทุกที่ และทุกเวลาจนเป็นกิจวัตร จะช่วยลดการใช้พลังงาน ลดภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โลกของเราสดใสและน่าอยู่ตลอดไป”

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 28 มีนาคม 2563

ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1806214

นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 และรักษาตัวในสถานพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 434 ราย (ข้อมูลเมื่อวันที่ 26 มี.ค.63) บริษัทกรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินการเก็บขนและกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้มีการปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์

โดยขณะนี้ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเก็บขนขยะติดเชื้อโควิด-19 จากที่มีอยู่ 1 ชุดเพิ่มเป็น 4 ชุด ซึ่งทั้ง 4 ชุดได้รับการติดต่อจากสถานพยาบาลในกรุงเทพมหานคร รวม 12 แห่งที่มีผู้ป่วยโควิด-19 นอนรักษาตัวอยู่ เข้าจัดเก็บขยะติดเชื้อทุกวัน โดยบริษัทมีมาตรการเฉพาะสำหรับขยะติดเชื้อโควิด-19 จะส่งชุดไปจัดเก็บและนำเข้าเผากำจัดทันทีแยกจากขยะติดเชื้อทั่วไป และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับทีมปฏิบัติการโดยฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเริ่มจัดเก็บขยะจนกระทั่งนำขยะเข้าเตาเผาโดยเจ้าหน้าที่จะต้องถอดชุดและอุปกรณ์ป้องกัน ทั้งชุดป้องกัน ถุงมือที่ต้องใส่ทำงาน 2 ชั้น หมวกสวม 2 ชั้น คลุมทุกส่วนของศีรษะ ลงมาถึงคอ โดยเว้นเฉพาะช่วงดวงตา ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้จะต้องถอดและนำเข้าเตาเผาพร้อมขยะติดเชื้อโควิดทันทีที่ปฏิบัติงานแล้วเสร็จ

นายมานิตกล่าวต่อว่า บริษัทฯ จะจัดทีมเข้าจัดเก็บขยะติดเชื้อโควิด-19 อย่างมีมาตรฐานเดียวกันทุกสถานที่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอย่างรัดกุมที่สุด ส่วนประสิทธิภาพการกำจัดขยะติดเชื้อของบริษัทนั้น ในสถานการณ์ปกติพื้นที่กรุงเทพฯมีขยะติดเชื้อเข้ากำจัดประมาณ 40 ตัน/วัน ซึ่งประสิทธิภาพของเตาเผาสามารถกำจัดขยะได้เพิ่มอีก 10 ตันต่อวัน รวมความสามารถกำจัดขยะได้สูงสุดที่ 50 ตันต่อวัน ไม่ให้เกิดปัญหาขยะติดเชื้อตกค้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินนี้ทำให้สถานประกอบการที่เป็นคลินิกเสริมความงาม คลินิกทันตกรรมซึ่งเป็นกลุ่มที่ผลิตขยะติดเชื้อกลุ่มใหญ่หายไปจากระบบด้วย จึงยังมีกำลังการกำจัดขยะเหลือพอรองรับ หากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสยังสูงขึ้น.

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 27 มีนาคม 2563

ที่มา: http://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG200327095429282

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA (จิสด้า) ใช้ดาวเทียม Sentinel-2  ติดตามสถานการณ์ไฟป่าบริเวณ จ. เชียงใหม่ ชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณกว้าง และแนวไฟกระจายหลายจุด ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย จ. เชียงใหม่ หลายพื้นที่ทิ้งร่องรอยความเสียหายเป็นบริเวณกว้างประมาณ 350 ไร่ และหลายพื้นที่ยังคงเกิดการเผาไหม้อยู่ประมาณ 3,750 ไร่ ทั้งนี้ ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2563 ยังแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวการเผาไหม้ในพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริงร่วมกับจังหวัด เพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟู ป้องกัน และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 26 มีนาคม 2563

ที่มา: https://www.sanook.com/news/8063154/

ไฟป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุยยังวิกฤติหนัก โหมลุกลามเขตรอยต่อ 2 อำเภอ  แม้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าทั้งวันทั้งคืน แต่ไฟป่ายังขยายวงกว้าง ประกอบคืนที่ผ่านมามีลมแรง ทำให้ค่า PM 2.5 ในตัวเมือง พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ชาวบ้านเรียกร้องให้นำเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินมาปฏิบัติภารกิจร่วมกับกำลังภาคพื้นดิน ก่อนที่จะลุกลามเข้าพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งวัด พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ และพื้นที่ชุมชนบนยอดดอย ล่าสุด จังหวัดเตรียมประสานเฮลิคอปเตอร์กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเฮลิคอปเตอร์ MI-17 กองทัพบก 3 ลำช่วยดับไฟป่าสถานการณ์ไฟป่าที่ดอยสุเทพ ยังขยายวงกว้างต่อเนื่องมานานหลายวันติดต่อกัน แม้ว่ากำลังเจ้าหน้าที่ทางภาคพื้นดิน และชาวบ้านช่วยกันเข้าไปดับไฟป่ากันตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ก็ยังปรากฏว่า ไฟป่ายังไม่สามารถควบคุมได้ แม้ว่าบางจุดจะดับลง แต่กลับมาการปะทุขึ้นมาใหม่อีกหลายรอบ ส่วนหนึ่งนอกจากอุปสรรคในสภาพภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงแล้ว เชื้อไฟจากเศษซากใบไม้ กิ่งไม้แห้ง ความแห้งแล้ง และมีลมแรง ทั้งเขตรอยต่อเขต อ. เมืองเชียงใหม่ และ อ. หางดง ตั้งแต่แนวป่าของ ต. แม่เหี๊ยะ อ. เมืองเชียงใหม่ และ ต. บ้านปง อ. หางดง ไฟป่าเกือบลามเข้าไปยังวัด และเขตบ้านเรือนประชาชนจนต้องระดมกำลังไปช่วยดับไฟ ขณะที่ภาพถ่ายจากกลุ่มโดรนจิตอาสา พบว่า เกิดไฟป่าลุกลามต่อเนื่องมาถึงด้านหลังวัดดอยคำ จนเกิดภาพเปลวไฟโอบล้อมด้านหลังวัดพระธาตุดอยคำ และด้านหน้าคือ ตัวเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ด้านล่าง ถือเป็นภาพที่สะท้อนสถานการณ์ที่วิกฤติหนักจนชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ต่างก็ร้องขอให้พิจารณาใช้เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินในการช่วยโปรยน้ำสกัดไฟป่า ร่วมกับการทำงานของภาคพื้นดิน จังหวัดเชียงใหม่เตรียมประสานขอกำลังทีมโดรนอาสา บินสำรวจเพื่อชี้พิกัดให้แก่เฮลิคอปเตอร์ MI-17 จากกองทัพบก ในการเข้าดับไฟ รวมทั้งจะนำเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนทั้งหมด 3 ลำ ช่วยสนับสนุนในภารกิจด้วย อย่างไรก็ตาม ไฟป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเกือบ 1 สัปดาห์ พบว่า ควันไฟจากไฟป่า ลอยเข้ามาสะสมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแอ่งกระทะ จนค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานมาอยู่ในระดับวิกฤติ แม้บางช่วงของวันจะมีกระแสลมช่วยพัดผ่าน แต่พอเช้าช่วงกลางคืนอากาศเย็นที่กดทับทำให้เกิดการสะสมตัวของฝุ่นควันอีก

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 25 มีนาคม 2563

ที่มา: https://www.naewna.com/local/481451

นายขจิต ชัชวานิชย์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจคลองประเวศบุรีรมย์ คลองตาสาด เขตประเวศ และคลองดอนอีกา เขตบึงกุ่ม ซึ่งจะดำเนินการโครงการรักษาสภาพคูคลองที่มีสภาพน้ำเสียไหลเวียนไม่สะดวก โดยกล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีคูคลองที่ประสบปัญหาน้ำเน่าเสียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมีนโยบายให้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพน้ำในคลอง รวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์ระบบนิเวศ ตลอดแนวคลองให้มีความสะอาดสวยงาม และปลอดภัย โดยมอบหมายให้สำนักการระบายน้ำร่วมกับสำนักงานเขตสำรวจคลองในพื้นที่ ซึ่งได้ดำเนินการคลองต้นแบบ คือ “คลองยายสุ่น” ในพื้นที่เขตห้วยขวาง และเขตดินแดงจาการสำรวจคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองตาสาด เขตประเวศ คลองดอนอีกา เขตบึงกุ่ม ซึ่งจากการศึกษาออกแบบพบว่า หากจะดำเนินการปรับปรุงคลองประเวศบุรีรมย์ ให้มีสภาพน้ำใสสะอาด มีการไหลเวียนถ่ายเทของน้ำแบบคลองยายสุ่นนั้นจะต้องดำเนินการขุดลอกคลองเพื่อนำดินเลนใต้คลองออกให้หมด รวมถึงปิดกั้นน้ำทางด้านเหนือและด้านใต้ไม่ให้ไหลเข้ามา คาดว่าในอนาคตคลองประเวศบุรีรมย์จะมีสภาพน้ำใสสะอาด และมีสภาพภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นสวยงามได้ ทั้งนี้ มอบหมายให้กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก 9 เขต ประกอบด้วย เขตบางกะปิ สะพานสูง บึงกุ่ม คันนายาว ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา และประเวศ สำรวจคลองในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงสภาพน้ำในคลอง โดยจะลงพื้นที่ในเขตอื่นๆ เพื่อพิจารณาเลือกคลองที่มีความเหมาะสมในการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลอง ตั้งเป้าหมายจะดำเนินการให้ได้แบบคลองยายสุ่น จำนวน 10 คลอง

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 24 มีนาคม 2563

ที่มา: https://www.naewna.com/local/481230

จ. อำนาจเจริญ มี 7 อำเภอ ได้แก่ อ. เมืองอำนาจเจริญ อ. ลืออำนาจ อ. พนา อ. หัวตะพาน อ. ปทุมราชวงศา อ. เสนาคนิคม และ อ. ชานุมาน ประชากร 3 แสนคนเศษ ประกอบอาชีพ ทำนาปลูกข้าว เป็นอาชีพหลัก เรียกว่า ทำนาปี พอหมดฤดูกาลทำนาก็จะว่างงาน จึงต้องเดินทางไปหางานทำตามต่างจังหวัดหรือไม่ก็กรุงเทพมหานครเพื่อหาเงินมาเป็นทุนในการทำนาครั้งต่อไป ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานเข้าไปส่งเสริม แนะนำอาชีพแก่ชาวนา ด้วยการผลิตสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าที่ถนัด มีความชำนาญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ออกวางจำหน่าย ทำให้มีงานทำ มีเงินใช้ ยังเป็นการสกัดแรงงานพลัดถิ่น ทำให้สถาบันครอบครัวมีความอบอุ่นอีกด้วย

ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ยังคงสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาอำนาจเจริญ เป็นประจำทุกปี เรียกว่า ประสบปัญหา 3 ฤดู ไม่ว่าจะฤดูหนาว ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มกันหนาวเมื่อถึงฤดูฝน บ้านเรือนถูกน้ำท่วม ทุกข์ระทมไปตามๆ กัน ส่วนฤดูร้อน ก็ประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเบื้องต้นเท่านั้น ไม่มีการแก้ไขระยะยาวให้เป็นรูปธรรม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะฤดูร้อนปีนี้ (2563) แหล่งน้ำหลัก 4 แห่ง ในพื้นที่ จ. อำนาจเจริญ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน อ่างเก็บน้ำห้วยสีโท อ่างเก็บน้ำร่องน้ำทรัพย์ และอ่างเก็บน้ำห้วยโพธิ์ รวมถึงลำเซบาย และลำเซบก น้ำเริ่มเหือดแห้ง แหล่งน้ำทั้ง 4 แห่ง รวมถึง 2 ลำเซ ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และผลิตน้ำประปาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะน้ำเริ่มลดลงมาก จึงต้องมีการงดทำนาปรัง และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำ เพื่อจะมีน้ำดิบผลิตน้ำประปาอย่างเดียว สำหรับผู้ที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คลองชลประทานไปไม่ถึง บางคนลงทุนขุดเจาะน้ำบาดาล สูบน้ำขึ้นมาใช้เอง บางคนโชคไม่ดี พื้นที่ไม่เหมาะสม เจาะบาดาลน้ำไม่มี และบางที่เป็นน้ำกร่อย น้ำบาดาลใช้ไม่ได้ก็มีต้องแก้ปัญหาด้วยการซื้อน้ำจากรถน้ำเอกชน ครั้งละ 100 – 200 บาท กักเก็บไว้ในโอ่งแบบคอนกรีต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงหน้าแล้งนี้ ปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ จ. อำนาจเจริญ หลายท่านมองว่า อ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง คือ พุทธอุทยาน ห้วยสีโท ร่องน้ำทรัพย์ และห้วยโพธิ์ตื้นเขินมาก จึงรับน้ำช่วงหน้าฝนได้ไม่เต็มที่ หากฝนตกมาก น้ำไหลเอ่อท่วมบ้านเรือน ไร่นา ราษฎรซึ่งอยู่ใกล้เป็นประจำทุกปี และช่วงนี้หน้าแล้ง น้ำลดลงมาก ควรจะมีการขุดลอก ให้สามารถรองรับน้ำฝนได้มากขึ้น เมื่อถึงฤดูฝน จะไม่ไหลเอ่อท่วมเหมือนที่ผ่านมา แม้จะมีการแจกจ่ายน้ำอุปโภคและบริโภคจากหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและระยะสั้นเท่านั้น ส่วนการแก้ไขระยะยาวอันดับแรกต้องขุดลอกแหล่งน้ำที่สำคัญๆก่อน ซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นมุมมองของปราชญ์ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญหลายท่านให้ความเห็นตรงกัน ซึ่งช่วงนี้ จ. อำนาจเจริญหลายพื้นที่ ประชาชนเริ่มขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้บ้างแล้ว จึงมีหน่วยราชการระดมรถน้ำออกไปแจกจ่าย น้ำดื่ม น้ำใช้แก่ผู้ประสบภัยแล้งตลอดเวลา เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น