MU-SDGs Case Study
การผลิตพลังงานชีวภาพจากพืชรุกรานในประเทศไทย
Bio-energy Production from Invasive Plants in Thailand
แหล่งทุน
ปีที่เริ่มดำเนินการ
ส่วนงานหลัก
ส่วนงานร่วม
คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
Faculty of Engineering, University of Sheffield
ผู้ดำเนินการหลัก
ผู้ดำเนินการร่วม
ผศ.ดร.เพียงใจ พีระเกียรติขจร
รศ.ดร.บุณยฤทธิ์ ปัญญาภิญโญผล
รศ.ดร.กมลวัฒน์ นาคะสรรค์
นาย คมกริช วงศ์ภาคำ
Dr. Davide Paggio
Prof. Bill Nimmo
คำอธิบาย
เนื้อหา MU-SDGs Case Study
ความสำคัญ:พืชต่างถิ่นรุกราน เช่น ไมยราบยักษ์ จอกผักกาด และจอกหูหนูยักษ์ เป็นปัญหาในหลายพื้นที่ของไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ทั้งการแย่งทรัพยากรจากพืชท้องถิ่น และสร้างสิ่งกีดขวางการสัญจรทางน้ำ ปัจจุบันมีความพยายามในการกำจัดโดยการนำพืชเหล่านี้ไปแปลงเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยแต่ผลผลิตเหล่านี้มีมูลค่าต่ำและยังไม่สามารถกำจัดพืชต่างถิ่นรุกรานให้หมดไปได้ โครงการนี้จึงมุ่งเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการนำพืชรุกรานมาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
วัตถุประสงค์โครงการ:
- ศึกษาการผลิตน้ำมันชีวภาพ (Bio-oil) จากพืชต่างถิ่นรุกรานโดยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลลิควิแฟกชัน (Hydrothermal Liquefaction, HTL) ซึ่งใช้ความร้อนและความดันเปลี่ยนพืชให้เป็นน้ำมันดิบชีวภาพ
- วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำมัน เช่น ชนิดของพืช อุณหภูมิ และเงื่อนไขในกระบวนการผลิต
- เปรียบเทียบสองเส้นทางการผลิตพลังงาน ระหว่าง HTL และการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) ผ่านกระบวนการหมักแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Digestion, AD) เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
การดำเนินการ
ทีมวิจัยเก็บพืชรุกราน 3 ชนิดจากจังหวัดนครพนม นำมาอบแห้ง บด และเตรียมเพื่อเข้าสู่กระบวนการทดลอง 2 รูปแบบ คือ HTL ที่ใช้ความร้อน 160 – 200°C เพื่อแปลงพืชเป็นน้ำมันชีวภาพ และ AD ที่หมักพืชนาน 42 วันเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ
จากการทดสอบพบว่าพืชแต่ละชนิดมีจุดเด่นต่างกัน ไมยราบยักษ์ ให้พลังงานสูงที่สุดเมื่อนำมาทำน้ำมัน เนื่องจากมีองค์ประกอบที่เหมาะสม โดยสภาวะที่ดีที่สุดคือ 200 °C นาน 3 ชั่วโมง ให้น้ำมันที่มีค่าพลังงานสูงถึง 31.4 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ขณะที่ จอกผักกาด แม้จะให้น้ำมันน้อยเกินไปสำหรับเชิงพาณิชย์ แต่กลับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการหมักเป็นก๊าซชีวภาพ เพราะโครงสร้างของมันทำให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้ง่าย และมีประสิทธิภาพการผลิตพลังงานคืนสูงถึงเกือบร้อยละ 50 ส่วน จอกหูหนูยักษ์ อยู่ในระดับกลาง คือให้น้ำมันได้พอสมควร แต่มีปริมาณเถ้าสูงซึ่งเป็นข้อจำกัดในการนำไปใช้งาน
เมื่อคำนวณพลังงานที่ผลิตได้จากพื้นที่ 1 เฮกตาร์ หรือประมาณ 6 ไร่ ไมยราบยักษ์ผ่านกระบวนการ HTL ให้พลังงานจากน้ำมันชีวภาพสูงถึงเกือบ 50,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งมากพอสำหรับบ้านหลายร้อยหลังใน 1 ปี ขณะที่จอกผักกาดผ่านการหมักให้พลังงานราว 5,500 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เหมาะสำหรับการใช้งานในชุมชนขนาดเล็ก ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าพืชรุกรานแต่ละชนิดมีเส้นทางพลังงานที่เหมาะสมแตกต่างกัน และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงหากเลือกกระบวนการให้ถูกต้อง
ผลการดำเนินงาน
ปีที่ 1 (พ.ศ. 2567)
ทีมวิจัยร่วมมือกับชุมชนในจังหวัดนครพนมเก็บตัวอย่างพืชรุกราน จากนั้นนำมาทดลองแปลงเป็นพลังงานในรูปแบบน้ำมันชีวภาพผ่านกระบวนการ HTL และก๊าซชีวภาพผ่านการหมักไร้อากาศเป็นครั้งแรก
ปีที่ 2 (พ.ศ. 2568)
ปรับปรุงและหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดของกระบวนการผลิตทั้งน้ำมันชีวภาพและก๊าซชีวภาพ พร้อมวิเคราะห์คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ได้อย่างละเอียด เพื่อให้ได้พลังงานที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่าที่สุด
ปีที่ 3 (พ.ศ. 2569)
รวบรวมและเผยแพร่ผลการวิจัยผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้สู่วงการวิจัยและสังคมในวงกว้าง
การนำไปใช้ประโยชน์
ปี พ.ศ. 2568
ใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สาธารณะประโยชน์ เผยแพร่ความรู้ช่องทางออนไลน์
https://youtu.be/qnkEiSEKe-4?si=Dkdsiz8G4vf4j9fc
https://www.instagram.com/reel/DNE6nkHqCtO/
ปี พ.ศ. 2569
นำผลการวิจัยไปต่อยอดขอทุน ทุนยุทธศาสตร์วิจัย (Strategic Research Fund) ประจำปีงบประมาณ 2569 ประเภท Rising
มีผลงานตีพิมพ์
- Saesin, P.; Rujichit, K.; Poggio, D.; Nimmo, W.; Peerakiatkhajohn, P.; Nakason, K.; Panyapinyopol, B.; Wongpakam, K.; & Phanthuwongpakdee, J.* 2026. Bioenergy production from invasive plants in the Lower Mekong Basin using hydrothermal liquefaction and anaerobic digestion. Energy Conversion and Management: X. 29, 101554. (DOI: 10.1016/j.ecmx.2026.101554)
ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากโครงการอื่น
ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก
ระดับชุมชน
ชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสามารถนำพืชรุกรานที่เก็บออกจากแหล่งน้ำมาผลิตเป็นพลังงานใช้เองได้ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน สร้างรายได้เสริมจากการเก็บและแปรรูปพืช พร้อมทั้งทำให้การสัญจรทางน้ำสะดวกขึ้นจากการกำจัดพืชที่กีดขวางทางน้ำ
ระดับประเทศ
ระดับประเทศ
งานวิจัยนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่นำพืชรุกรานเหล่านี้มาผลิตน้ำมันชีวภาพผ่านกระบวนการ HTL จึงช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ใหม่ให้กับวงการวิชาการไทย และเสนอแนวทางแก้ปัญหาการแพร่กระจายของพืชต่างถิ่นรุกรานที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการเกษตรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น
ระดับโลก
การเปลี่ยนพืชรุกรานเป็นพลังงานหมุนเวียนสอดคล้องกับแนวทางการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาพลังงานสะอาดในระดับสากล อีกทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศในส่วนของกระบวนการหมักไร้อากาศยังเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาพืชรุกรานในประเทศอื่น ๆ ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกันได้
SDGs หลัก
SDG 15
SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง
SDG 7 SDG 9 และ SDG 11
Key Message
การแก้ปัญหาพืชต่างถิ่นรุกรานในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ด้วยการเปลี่ยนไมยราบยักษ์ จอกหูหนูยักษ์ และจอกผักกาด ให้เป็นน้ำมันชีวภาพและก๊าซชีวภาพผ่านสร้างพลังงานสะอาดที่ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำให้กลับมาสมบูรณ์อย่างยั่งยืน
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
☑ ยุทธศาสตร์ 4 Management Innovation for Sustainability
Partners/Stakeholders
- คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล
- สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- Faculty of Engineering, University of Sheffield
- ชุมชนตำบลเกิ้ง พื้นกุดแดง ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
ตัวชี้วัด THE Impact Ranking
SDG 17.2.3 หน่วยงานของท่านมีความร่วมมือระดับนานาชาติในการรวบรวมข้อมูล/หรือตรวจวัดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หรือไม่ (มี) – งานวิจัยร่วมกับ University of Sheffield
SDG 17.2.4 หน่วยงานของท่านมีความร่วมมือ งานวิจัย หรือข้อปฎิบัติ ในการแก้ปัญหาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติหรือไม่ (มี) – งานวิจัยร่วมกันต่างคณะและสถาบัน และมีการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ
SDG หน่วยงานของท่านมีความร่วมมือกับชุมชนในท้องถิ่นที่พยายามจะรักษาระบบนิเวศทางบกที่ใช้ร่วมกันหรือไม่? (มี) – งานวิจัยมีการให้ชุมชนช่วยเก็บพืชรุกรานต่างถิ่น




