MU-SDGs Case Study
โครงการจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศ
แหล่งทุน
ส่วนงานหลัก
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล) และ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ส่วนงานร่วม
หน่วยงานผู้ดูแลแหล่งธรรมชาติ ได้แก่
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กรมป่าไม้ ,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ,กรมศิลปากร
กรมทรัพยากรน้ำ , กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2527 และวันที่ 28 สิงหาคม 2527 คือหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น 76 จังหวัด
ผู้ดำเนินการหลัก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะกาญจน์ เที้ยธิทรัพย์
ผู้ดำเนินการร่วม
ผู้ดำเนินการร่วม จากหน่วยงานภายใน
1. รองศาสตราจารย์ ประพฤติ เกิดสืบ
2. รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์
3. รองศาสตราจารย์ ดร.ธรรมรัตน์ พุทธไทย
4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑิรา ยุติธรรม
5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิสาข์ ปั่นศักดิ์
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพียงใจ พีระเกียรติขจร
7. ดร.รัตนะ บุลประเสริฐ
8. ดร.แทนไท ประเสริฐกุล
9. นสพ.ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์
ผู้ดำเนินการร่วม จากหน่วยงานภายนอก
1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุตาภา คุณสุข
2. อาจารย์พิศณี พรหมเทพ
3. อาจารย์ดำรง เสียมไหม
4. อาจารย์อนาวิน สุวรรณะ
5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิศักดิ์ หมูคำหล้า
คำอธิบาย
เนื้อหา MU-SDGs Case Study
1.1 เพื่อจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศ
1.2 เพื่อประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ พร้อมทั้งกำหนดแนวทาง มาตรการในการใช้ประโยชน์ รักษา และฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่คำนึงถึงหลักภูมินิเวศ
1.3 กลุ่มเป้าหมายคือหน่วยงานผู้ดูแลแหล่งธรรมชาติ ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมศิลปากร กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2527 และวันที่ 28 สิงหาคม 2527 คือหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น 76 จังหวัด และหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ รายละเอียดดังเอกสารแนบท้าย
2. การดำเนินงาน
กิจกรรมที่ 1: ศึกษา รวบรวม ทบทวน เอกสารและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสนอกรอบแนวคิดเพื่อจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ
1) ศึกษา รวบรวม ทบทวน เอกสารและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติในปัจจุบัน ปัจจัยตัวชี้วัด ปัญหา และอุปสรรค รวมทั้งข้อจำกัดและความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งานในปัจจุบันต่อเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของแหล่งธรรมชาติ 4 ประเภท ได้แก่ ถ้ำ ธรณีสัณฐานและภูมิลักษณวรรณา น้ำตก และภูเขา ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำไว้
2) ศึกษา รวบรวม ทบทวน เอกสารและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ประกอบการจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของแหล่งธรรมชาติอีก 6 ประเภท ได้แก่ โป่งพุร้อน แหล่งน้ำ เกาะ แก่ง ชายหาด และซากดึกดำบรรพ์ ที่ยังไม่ได้จัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติไว้
3) เสนอกรอบแนวคิด เพื่อจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของแหล่งธรรมชาติ ทั้ง 10 ประเภท ได้แก่ ถ้ำ ธรณีสัณฐานและภูมิลักษณวรรณา น้ำตก ภูเขา โป่งพุร้อน แหล่งน้ำ เกาะ แก่ง ชายหาด และซากดึกดำบรรพ์ ที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศ และกลุ่มเป้าหมาย
4) จัดประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการแบบออนไลน์ จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน
กิจกรรมที่ 2: จัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ และแนวทาง มาตรการในการใช้ประโยชน์ รักษาและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่คำนึงถึงหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ
1) วิเคราะห์ และจัดทำ (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ ทั้ง 10 ประเภท ได้แก่ ถ้ำ ธรณีสัณฐานและภูมิลักษณวรรณา น้ำตก ภูเขา โป่งพุร้อน แหล่งน้ำ เกาะ แก่ง ชายหาด และซากดึกดำบรรพ์ ที่แสดงถึงคุณภาพของสภาวะแวดล้อมด้านต่าง ๆ ของแหล่งธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศ โดยประยุกต์จากเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และคู่มือมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำไว้ และ/หรือแหล่งที่มาอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ประเมินแหล่งธรรมชาติ
2) จัดทำ (ร่าง) แนวทาง มาตรการในการใช้ประโยชน์ รักษา และฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่คำนึงถึงหลักภูมินิเวศ
3) จัดประชุมกลุ่มย่อย จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 180 คน แบบผสมผสานทั้งในสถานที่จริงและออนไลน์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และแนวทาง มาตรการในการใช้ประโยชน์ รักษา และฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่คำนึงถึงหลักภูมินิเวศ
กิจกรรมที่ 3: สำรวจ และประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ
1) สำรวจและคัดเลือกแหล่งธรรมชาติเป้าหมายทุกประเภท โดยกระจายทุกภูมิภาคของประเทศเพื่อใช้เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ รวมทั้ง คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายผู้ประเมินแหล่งธรรมชาติ เพื่อทดลองการนำ (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ไปใช้ในการประเมิน
2) จัดประชุมกลุ่มย่อยสำหรับผู้ประเมินแหล่งธรรมชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 200 คน แบบผสมผสานทั้งในสถานที่จริงและออนไลน์ ในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อ (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ ทั้ง 10 ประเภท เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประเมินแหล่งธรรมชาติ และนำ (ร่าง) เกณฑ์ฯ ไปใช้ประเมินแหล่งธรรมชาติเป้าหมาย
3) ติดตาม รวบรวม ประมวลผลการนำ (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ ทั้ง 10 ประเภท ไปใช้ประเมินแหล่งธรรมชาติเป้าหมายไม่น้อยกว่า 80 แห่ง โดยจัดทำรายงานผลการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานต่อไป
กิจกรรมที่ 4: จัดประชุมสรุปผลการจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติทั้ง 10 ประเภท
1) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ ทั้ง 10 ประเภท เพื่อเสนอสรุปผลการจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แบบผสมผสานทั้งในสถานที่จริงและออนไลน์ (จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 150 คน)
2) ปรับปรุง (ร่าง) เกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สอดคล้องตามหลักภูมินิเวศของแหล่งธรรมชาติ ทั้ง 10 ประเภท จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) เกณฑ์ฯ และสรุปผลการจัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติทั้ง 10 ประเภท
ความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากโครงการอื่น
2. ใช้หลักภูมินิเวศ (Ecosystem/Eco-regional approach) เป็นแกนหลัก ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเน้นเชิงทรัพยากรหรือเชิงการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่โครงการนี้ออกแบบเกณฑ์โดย ยึดฐานคิดภูมินิเวศ–ภูมิสังคม–ภูมิวัฒนธรรม ที่เน้นความสัมพันธ์ของแหล่งธรรมชาติกับบริบทลุ่มน้ำ พื้นที่รอบข้าง และวิถีชุมชน ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวจุด/แหล่ง ทำให้โครงการต่างจากโครงการที่เน้นเพียงสภาพกายภาพ/ชีวภาพ หรือเน้นท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว
3. โครงสร้างเกณฑ์แบบบูรณาการ 4 มิติ (ECO–ARCH–ES–MGT) โดยโครงการนี้ออกแบบเกณฑ์ประเมินให้ครอบคลุมหลายมิติพร้อมกัน ได้แก่ ระบบนิเวศ/สิ่งแวดล้อม (Ecological/Environmental) ภูมิสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์/ธรณีสัณฐาน (Architectural/Landscape / Geomorphological) บริการทางระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ทั้งการผลิต การควบคุม วัฒนธรรม และการสนับสนุน และการบริหารจัดการ (Management/Governance) โครงสร้างแบบนี้ทำให้ผลประเมินไม่ได้มองแค่ความสมบูรณ์ของทรัพยากร แต่เชื่อมกับคุณค่าทางเศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรม และประสิทธิภาพการจัดการ ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของโครงการเดิม
4. ไม่ใช่แค่ทำเกณฑ์ แต่เชื่อมตรงสู่การวางผังและเครื่องมือนโยบาย ผลผลิตของโครงการมีความพิเศษตรงที่มีทั้ง (ร่าง) เกณฑ์ (ร่าง) แนวทางและมาตรการใช้ประโยชน์–รักษา–ฟื้นฟู และรายงานผลประเมินมากกว่า 100 แหล่ง และถูกออกแบบให้สามารถใช้ต่อยอดเป็น ฐานข้อมูลและเครื่องมือสำหรับการวางผังเชิงพื้นที่/ผังภูมินิเวศ รวมทั้งรองรับการเชื่อมโยงกับ มาตรการทางกฎหมาย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการติดตามภายใต้นโยบายระดับชาติ ทำให้โครงการมีบทบาทในการเชื่อมช่องว่างระหว่างงานวิชาการ มาตรฐาน และการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งโครงการวิจัย/สำรวจทั่วไปมักไปไม่ถึง
5. มิติเชิงเปรียบเทียบข้ามประเภทและข้ามพื้นที่ เพราะใช้กรอบเกณฑ์ชุดเดียวกันกับ 10 ประเภทแหล่งธรรมชาติและแหล่งตัวอย่างอย่างน้อย 80 แห่ง จึงสามารถเปรียบเทียบคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเร่งด่วนในการอนุรักษ์ระหว่างพื้นที่และระหว่างประเภทแหล่ง ได้ช่วยจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) และกำหนดมาตรการตามระดับคุณภาพ/ความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการเดิมมักทำได้เฉพาะในประเภทเดียวหรือพื้นที่จำกัด 6. มีเป้าหมายสร้างชุดความรู้กลางระดับประเทศ โดยโครงการนี้ตั้งใจให้ผลลัพธ์เป็นฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและค่ามาตรฐานเชิงเกณฑ์ของแหล่งธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำไปใช้ร่วมกันโดยหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ กรมป่าไม้ กรมการท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ทำให้โครงการมีเอกลักษณ์ในฐานะแพลตฟอร์มความรู้และเกณฑ์กลาง ไม่ใช่เพียงโครงการศึกษาเฉพาะกิจหนึ่งชุด
ผลกระทบในระดับชุมชน ประเทศ ระดับโลก
SDGs หลัก
SDG 15: Life on Land การใช้ประโยชน์ที่ดินและระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน เนื่องจากเพราะโครงการมุ่ง
1. จัดทำเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับแหล่งธรรมชาติ 10 ประเภท (ภูเขา ถ้ำ น้ำตก โป่งพุร้อน แหล่งน้ำ เกาะ แก่ง ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีสัณฐาน/ภูมิลักษณวรรณา และชายหาด)
2. ใช้เกณฑ์ดังกล่าวประเมินคุณภาพของแหล่งธรรมชาติอย่างน้อย 80 แห่ง เพื่อนำไปสู่การวางผัง/ผังภูมินิเวศและมาตรการคุ้มครอง ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลทางกายภาพและชีวภาพ ควบคู่กับลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งตรงกับ เป้าหมายย่อยของ SDG 15 เช่น
15.1 การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศบนบกและน้ำจืดภายในประเทศ
15.4 การอนุรักษ์ระบบนิเวศภูเขา
15.5 การลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและลดภัยคุกคามต่อถิ่นอาศัย
SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง
SDG 6 (Clean Water and Sanitation)
SDG 11 (Sustainable Cities and Communities)
SDG 14 (Life Below Water)
SDG 13 (Climate Action)
Key Message
ยกระดับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์แหล่งธรรมชาติของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ด้วยเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่ยึดหลักภูมินิเวศเชื่อมโยงองค์ความรู้วิชาการกับการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชน ในการประเมินและฟื้นฟูแหล่งธรรมชาติ 10 ประเภททั่วประเทศ สร้างฐานข้อมูลและมาตรการเชิงนโยบายเพื่อจัดลำดับความสำคัญ ฟื้นฟูพื้นที่วิกฤติ และรักษาคุณค่าทางนิเวศ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของแหล่งธรรมชาติในประเทศไทย
Links ข้อมูลเพิ่มเติม
https://drive.google.com/drive/folders/1uhv0c7SUrfkt1-Af-NEbAk7zWzx8tZLY
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
- World Class Research & Innovation
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ของแผน 2567–2570 เน้นสร้างระบบสนับสนุนการวิจัยครบวงจร (Research Value Chain) งานวิจัยมุ่งเป้าเพื่อตอบโจทย์ SDGs และความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกทั้งในและต่างประเทศ โดยโครงการนี้พัฒนาชุดเกณฑ์–ตัวชี้วัด–ดัชนี สำหรับแหล่งธรรมชาติ 10 ประเภท และใช้เกณฑ์นี้ประเมินอย่างน้อย 80 แหล่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้เชิงวิจัยด้านระบบนิเวศและภูมินิเวศที่สามารถต่อยอดเป็นฐานข้อมูลวิจัยระยะยาวได้โดยตรง โดยลักษณะงานเป็น Targeted Research ที่ตอบทั้งยุทธศาสตร์ชาติด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ SDGs ที่เกี่ยวข้อง เช่น SDG 3, 11, 14, 15, 17 ตามที่แผนยุทธศาสตร์มหิดลเชื่อมโยงไว้ในคอลัมน์ World Class Research & Innovation อีกทั้งเป็นความร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและว้งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้โครงการเสริมเป้าหมาย สร้างความร่วมมือกับองค์กรและนักวิจัยในระดับต่าง ๆ ที่ถูกระบุไว้ในกลยุทธ์ข้อนี้อย่างชัดเจน ดังนั้น โครงการช่วยยกระดับบทบาทมหิดลด้าน World Class Research & Innovation ผ่านการสร้างองค์ความรู้และเครื่องมือวิจัยเชิงระบบที่จะถูกใช้จริงในระดับชาติ
- Innovative Education and Authentic Learning
ยุทธศาสตร์ที่ 2 มุ่งพัฒนาหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้าง Global Talent และ Authentic Learning Ecosystem เป็นชุดเกณฑ์และข้อมูลแหล่งธรรมชาติ 10 ประเภทสามารถบูรณาการเป็นกรณีศึกษา การสำรวจภาคสนาม และเรียนรู้จริง (Living Lab) ในรายวิชาด้านสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา ผังเมือง ภูมิสารสนเทศ ฯลฯ ทั้งในหลักสูตรไทยและนานาชาติของมหิดล โดยมีกิจกรรมสำรวจภาคสนาม การประเมินดัชนีคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ สอดคล้องกับเป้าหมายในการส่งเสริมให้นักศึกษามีแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและพัฒนา Ecosystem เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบ Design Thinking และ Authentic Learning ตามยุทธศาสตร์ที่ 2 ทั้งนี้ สามารถใช้เป็นฐานจัดทำ Non-degree/Upskill–Reskill ด้านการประเมินและจัดการแหล่งธรรมชาติให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและท้องถิ่น
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง Mahidol Continuing Education Platform ในแผน 4 ปี ดังนั้น โครงการสนับสนุนยุทธศาสตร์ Innovative Education & Authentic Learning โดยสร้างสื่อ–ข้อมูล–สำรวจภาคสนามจริง สำหรับการเรียนการสอนเชิงพหุสาขาเกี่ยวกับความยั่งยืน
- Policy Advocacy, Leaders in Professional/Academic Services and Excellence in Capacity Building for SDGs
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เน้นการเป็นผู้นำเชิงนโยบาย (Policy Advocacy Platform & Ecosystem) การยกระดับมาตรฐานบริการวิชาการ และการเสริมสมรรถนะเพื่อขับเคลื่อน SDGs โดยโครงการนี้เป็นบริการวิชาการเชิงนโยบายโดยตรงให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานรัฐ ผ่านการจัดทำร่างเกณฑ์และแนวทาง/มาตรการใช้ประโยชน์–รักษา–ฟื้นฟูแหล่งธรรมชาติที่รัฐบาลจะนำไปใช้ติดตามและวางมาตรการระดับประเทศ โดยจัดทำเกณฑ์และรายงานการประเมินสำหรับแหล่งธรรมชาติอย่างน้อย 80 แห่ง ทำให้มหิดลมีบทบาทเสมือน Certified Body/Knowledge Hub ในการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของไทย ซึ่งตรงกับกลยุทธ์ด้านการสร้างมาตรฐานและการรับรองในแผน 4 ปี ทั้งนี้มีกิจกรรมอบรม/มีส่วนร่วมกับหน่วยงานผู้ดูแลแหล่งธรรมชาติ เป็นการพัฒนา capacity ของภาคส่วนต่าง ๆ ในการใช้ดัชนีและแผนผังภูมินิเวศ ซึ่งสอดรับเป้าหมาย Capacity Building for SDGs ในยุทธศาสตร์ที่ 3 โดยตรง ดังนั้น โครงการนี้เน้นภาพลักษณ์มหิดลในฐานะสถาบันวิชาการที่เป็นแกนกลางของ Policy Advocacy และการพัฒนาศักยภาพภาคีเพื่อบรรลุ SDGs
- Management Innovation for Sustainability
ยุทธศาสตร์ที่ 4 Management Innovation for Sustainability เน้นการเป็นองค์กรที่บริหารจัดการอย่างยั่งยืน (GRC, Digital University, Human Resource, Green/Net Zero University, Innovative Organization) จากกรอบคิดผังภูมินิเวศและชุดตัวชี้วัดด้านระบบนิเวศ–ภูมิสถาปัตย์–บริการระบบนิเวศ–การบริหารจัดการ ที่พัฒนาขึ้นในโครงการ สามารถประยุกต์ใช้กับการออกแบบพื้นที่สีเขียว พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติ และแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมในเขตมหาวิทยาลัยเอง สนับสนุนเป้าหมาย Green/Net Zero University และนวัตกรรมการจัดการพื้นที่ในระยะยาว โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งธรรมชาติ (เชื่อมกับ Open Data ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับแนวทาง Digital University ในการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อการตัดสินใจที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ตามกรอบ GRC ของยุทธศาสตร์ที่ 4 ดังนั้น โครงการนี้ช่วยเพิ่มนวัตกรรมการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและที่สามารถนำกลับมาใช้พัฒนาระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของมหิดลเอง
- เชื่อมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมหิดล
(1) แก้ปัญหาท้าทายด้านความยั่งยืนทั้งระดับท้องถิ่นและโลกผ่านงานวิจัย (2) หล่อหลอมบุคลากรและนักศึกษาให้มี Sustainability Mindset
(3) ส่งเสริมวัฒนธรรมความเป็นอยู่และสังคมที่ครอบคลุม และ
(4) พัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการนี้ตอบทั้ง 4 ข้อนี้โดย (1) แก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของแหล่งธรรมชาติและภัยคุกคามต่อระบบนิเวศผ่านงานวิจัยเชิงดัชนีและภูมินิเวศ (2) ใช้พื้นที่ภาคสนามและชุดเกณฑ์เป็นเครื่องมือปลูกฝัง Sustainability Mindset ให้บุคลากร/นักศึกษา (3) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นในกระบวนการประเมินและวางแผน และ (4) พัฒนาเครื่องมือและฐานข้อมูลที่ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติมีการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
Partners/Stakeholders
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กรมควคุมมลพิษ
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กรมทรัพยากรธรณี
กรมทรัพยากรน้ำ
กรมป่าไม้
กรมการท่องเที่ยว
กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นตัวชี้วัด THE Impact Ranking
6.5.5 Cooperation on water security
14.5.1 Minimizing alteration of aquatic ecosystems (plan)
14.5.2 Monitoring the health of aquatic ecosystems
14.5.3 Programmes towards good aquatic stewardship practices
14.5.4 Collaboration for shared aquatic ecosystems
14.5.5 Watershed management strategy
15.2.1 Events about sustainable use of land
15.3.2 Monitoring IUCN and other conservation species (policies)
15.3.3 Local biodiversity included in planning and development
15.3.4 Alien species impact reduction (policies)
15.3.5 Collaboration for shared land ecosystems








